ทำอย่างไรเมื่อลูกวัยรุ่นพูดว่า “พ่อแม่ไม่เข้าใจ”

คำพูดติดปากพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นคือ “ลูกไม่ฟัง”

ส่วนคำพูดติดปากลูกวัยรุ่นของพ่อแม่หลายๆคนก็คือ “พ่อแม่ไม่เข้าใจ”

ทำอย่างไรลูกถึงจะฟัง ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจลูก วิธีนั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย เพราะวัยรุ่นคือเด็กคนหนึ่งที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พ่อแม่จึงต้องเข้าใจก่อนว่าลูกวัยรุ่นไม่ใช่เด็ก หากแต่เป็นคนที่กำลังจะก้าวข้ามไปเป็นผู้ใหญ่ที่น่าภูมิใจ การทำให้ลูกฟัง ทำให้ลูกรู้สึกว่าเราเข้าใจ จึงต้องอาศัยสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับพ่อแม่เสียก่อน ซึ่งดูเหมือนว่าพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจอีกหลายอย่างในการที่จะเลี้ยงลูกวัยรุ่นยุคปัจจุบัน

เราโตกันคนละยุค: เชื่อว่าพ่อแม่ที่กำลังมีลูกอยู่ในวัยรุ่น คงมีอายุกันอยู่ที่หลัก 30 ปลายๆ ไปจนถึง 40 กว่า ๆ อยากให้พ่อแม่ลองมองย้อนกลับไปว่าในยุคของเรานั้นเราใช้ชีวิตอย่างไร เราเติบโตขึ้นมาอย่างไร  แล้วลองมองดูในปัจจุบันว่าการใช้ชีวิตแบบนั้นยังใช้ได้กับลูกของเรารึเปล่า เบ้าหล่อหลอมให้เราเติบโตมันยังคงอยู่เหมือนเดิมไหม คำตอบที่อยู่ตรงหน้าก็คงชัดเจนว่า “ไม่” พ่อแม่จึงต้องยอมรับว่ายุคของเรานั้นเป็นยุคที่เก่าแล้ว กรอบเดิม ๆ วิถีเดิม ๆ ใช้ไม่ได้กับลูกที่กำลังเติบโตขึ้นท่ามกลางสิ่งใหม่ เราต้องทำใจและยอมรับ แล้วไม่เอาตัวเองเป็นกรอบหรือเส้นตรงในการวัดลูก

เราพูดกันคนละภาษา: การที่เราไม่เข้าใจกัน สิ่งแรกเลยคือเรากำลังพูดกันคนละภาษา ภาษาของพ่อแม่คือภาษาที่มักจะตัดสิน ส่วนภาษาของลูกคือภาษาที่มีอารมณ์และฮอร์โมนเป็นแรงขับเคลื่อน ด้วยพื้นฐานของพ่อแม่มักจะมองว่าลูกยังเด็ก ลูกไม่รู้อะไร คำพูดที่พูดออกมาจึงมักจะตัดสินไปแล้วว่าแบบนี้ถูก แบบนั้นผิด ทำอย่างนี้สิ ห้ามทำอย่างนั้นนะ ในขณะที่สถานการณ์ที่ลูกกำลังเผชิญอยู่นั้นมันอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคำพูดง่าย ๆ ที่เพียงแค่พูดออกมาทุกอย่างก็จบ ซึ่งการที่เราจะเข้าใจกันได้ เราต้องรับรู้ถึงสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าก่อน อย่าด่วนตัดสิน และฟังให้มากกว่าพูด

เรามองกันคนละมุม: พ่อแม่มองว่าลูกเรียนได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ลูกมองว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ไม่ถนัดเท่าไหร่ สิ่งที่ลูกต้องการจึงไม่ใช่คำว่ากล่าว แต่เป็นความช่วยเหลือที่จะทำให้ลูกเรียนได้ดียิ่งขึ้น หรือการเปิดใจรับฟังว่าลูกไม่เหมาะที่จะเรียนสายวิทย์-คณิต หรือพ่อแม่มองว่าลูกติดมือถือ แต่ลูกมองว่าการคุยแชทไลน์กับเพื่อนวัยเดียวกันที่เข้าใจกันเป็นเรื่องสนุกและใคร ๆ เขาก็ทำกัน ทางออกของการมองคนละมุม จึงไม่ใช่การตัดสินว่าใครถูกใครผิด หากแต่เป็นการทำความเข้าใจในมุมมองที่ต่างออกไป เช่น หาที่เรียนพิเศษให้ลูก เข้าใจถ้าลูกจะเปลี่ยนสายเรียน หรือตกลงกันเรื่องเวลาที่เหมาะสมในการเล่นมือถือ

โดยพญ.จิราภรณ์ อรุณากูร อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวในงานเสวนา เรื่อง “เลี้ยงวัยรุ่น…ให้เป็นวัยรุ่ง” ว่า วัยรุ่นยุคปัจจุบันโตมากับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้มีความฉลาดจากการเห็นโลกกว้างมากขึ้น เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความอดทนลดน้อยลง ขาดความยับยั้งชั่งใจ ความอุตสาหะต่าง ๆ เพราะทุกอย่างรวดเร็วขึ้น รวมไปถึงพบภาวะสมาธิสั้นเยอะขึ้น ติดโซเชียลมีเดียมากขึ้น ติดเกมมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า

การเลี้ยงลูกวัยรุ่น จึงไม่ต้องพูดกับเขามาก เพราะเขามีความคิดของตัวเอง แต่จะต้องฟังลูกให้มากขึ้นว่า เขาคิดอะไร คิดอย่างไร อยากเลือกอย่างไร ไม่ใช่ให้ลูกฟังสิ่งที่เราพูด บางครั้งอาจจะต้องปล่อยให้ลูกไปเผชิญผลลัพธ์กับสิ่งที่เขาเลือกหรือตัดสินใจเอง ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าสิ่งที่เขาเลือกนั้นก่อเกิดผลอย่างไร ดีไม่ดีอย่างไร นอกจากนี้ อยากให้พ่อแม่มองว่า การเลี้ยงลูกคือการพัฒนาตนเอง ไม่ใช่การเลี้ยงลูกอย่างไรให้ดีดังใจ โดยต้องเป็นตัวอย่างให้แก่ลูก อย่าตั้งผลลัพธ์กับลูก แต่ให้ตั้งเป้ากระบวนการที่จะไปสู่ผลลัพธ์ที่ลูกต้องการ ซึ่งกระบวนการที่จช่วยลูกบรรลุความสำเร็จที่เขาอยากเป็น คือ

  1. 1. ทำให้เด็กมีการเคารพนับถือตนเองที่ดี
  2. 2. ฝึกให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์ได้อะไรดีไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก
  3. 3. สร้างสัมพันธภาพที่ดีในชีวิตให้ลูก
  4. 4. ฝึกให้เด็กมีจิตอาสา ซึ่งมีงานวิจัยว่า เด็กที่พบว่าตัวเองรู้สึกว่ามีความหมายกับใคร โตไปจะมีความสุขอย่างมาก

 

อ้างอิง

https://mgronline.com/qol/detail/9620000013426

 

LINE it!

Comment