รับมือศึกสายเลือด 3 เทคนิครับมือพี่น้องทะเลาะกัน

รับมือศึกสายเลือด  3 เทคนิครับมือพี่น้องทะเลาะกัน

 

 

เชื่อว่าปัญหาพี่น้องทะเลาะกันเป็นปัญหาคลาสสิกของหลายๆครอบครัวที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน และก่อนที่ศึกสายเลือดจะยกระดับเป็นศึกวันทรงชัย อยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองดูวิธีรับมือ

 

1.สอนให้ลูกรู้จักสิทธิ

คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้น้องเคารพสิทธิ์ของพี่ ซึ่งถ้าอะไรไม่อยากแบ่งของเล่นหรือขนมให้กับน้องก็ไม่จำเป็นต้องบังคับจิตใจ  ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้พี่รู้สึกว่าพ่อแม่ให้ความสำคัญและรับฟัง และน้องก็เรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิของคนอื่นๆไปในตัวด้วย   และในกรณีพี่น้องทะเลาะกัน คุณพ่อคุณแม่ควรตัดสินตามตรรกะ เหตุผล และไม่ควรคิดว่าเป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง หรือต้องยอมน้องเสมอไปเพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกคิดว่าพ่อแม่ลำเอียง

 

2.ใช้เวลาคุณภาพกับลูกแต่ละคน

บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจเผลอให้ความสำคัญกับน้องมากกว่าแบบไม่รู้ตัว  เพราะรู้สึกว่าน้องยังเล็กและต้องการการดูแลที่มากกว่า แต่อย่าลืมว่า ‘พี่’ ก็เป็นเด็กเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใช้เวลาคุณภาพกับพี่บ้าง เช่น เมื่อคุณพ่อคุณแม่กลับมาจากที่ทำงาน ก็อย่าลืมกอดพี่แน่นๆ หรือทำให้พี่รู้สึกว่าเขาเองยังเป็นส่วนสำคัญกับพ่อแม่นะ หรือถ้ามีเวลาก็อย่าลืมพาพี่ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมสนุกๆบ้างเพื่อให้รู้สึกว่าพ่อกับแม่ยังรักเขาเหมือนเดิม

 

3.ไม่เน้นการแข่งขัน แต่เน้นสร้างความร่วมมือ 

เรื่องปกติที่พี่กับน้องจะรู้สึกนิดๆว่ากำลังแข่งขันกันอยู่บ้างในบางครั้ง   แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่สร้างบรรยากาศให้ลูกรู้สึกว่าต้องแข่งขันกับพี่หรือน้องอยู่ตลอดเวลาโดยการเปรียบเทียบพี่กับน้องบ่อยๆนั้นเป็นอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี  ดังนั้นลองเปลี่ยนมาสร้างกิจกรรมให้ลูกๆ ร่วมมือกันจะดีต่อทุกฝ่ายมากกว่า เช่น ช่วยกันปลูกต้นไม้ หรือทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆ แบบทีมเวิร์ค พี่น้องจะรักกันมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

คำพูดจาก “พ่อแม่” ที่ทำร้ายลูกแบบไม่รู้ตัว

คำพูดจาก “พ่อแม่” ที่ทำร้ายลูกแบบไม่รู้ตัว

 

 

การสื่อสารในครอบครัวถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าหากสื่อสารไม่ดีจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เพราะการสื่อสารที่ไม่ตรงกันจะทำให้เกิดช่องว่าง และเกิดอคติต่อกัน ส่งผลให้การสื่อสารต่อกันน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจจะเกิดปัญหาใหญ่ได้

บางประโยคที่พ่อแม่พูดกับลูก ซึ่งเข้าใจไปเองว่าจะเป็น “เป้าหมาย” เป็นแรงผลักดันให้ลูกไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ เช่น

“ลูกคือคนที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจมาโดยตลอด”

“หนูเป็นลูกที่ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง”

“พ่อรู้ว่าลูกจะไม่มีวันล้มเหลว”

ซึ่งพ่อแม่ไม่เคยรู้เลยว่าประโยคเหล่านี้ ทำให้ลูกเติบโตมากับความคิดที่อยู่ในกรอบ (fixed mindset) ของพ่อแม่ ทำให้ลูกเกิดความกดดัน อึดอัด เครียด และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ เมื่อลูกรู้สึกแบบนี้จะทำให้เกิดกำแพงบางๆ ระหว่างลูกกับพ่อแม่ เมื่อมีปัญหาอะไรคนสุดท้ายที่ลูกจะบอกก็คือ “พ่อกับแม่” เพราะลูกจะมีความกังวลในใจ “ไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง” “กลัวพ่อแม่เสียใจ”  เป็นต้น

บางประโยคที่พ่อแม่พูดแบบไม่รู้ตัวว่าคำพูดเหล่านั้นได้ไปสะกิดสิ่งที่อยู่ในใจลูก ถึงแม้ประโยคเหล่านั้นจะไม่มีคำหยาบคาย เช่น

“โตแล้ว ไม่ต้องกลัว”

ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็มีความกลัวกันทั้งนั้น การบอกเขาให้ไม่ต้องกลัว เพราะโตแล้วเป็นการทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ละเลยความรู้สึกของเขา

“ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่เลย”

บางสิ่งบางอย่างที่เรามองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับลูกอาจจะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขา เมื่อลูกได้ยินคำนี้จะทำให้รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเขา ไม่ยอมรับในความรู้สึกของเขา ยิ่งอาจจะทำให้เกิดอารมณ์โกรธมากขึ้นด้วย

“แน่ใจนะว่าจะทำได้”

ประโยคนี้อาจจแฝงด้วยความเป็นห่วงลูก เพราะสิ่งที่เขาตัดสิ นใจทำอาจจะมีความเสี่ยงอันตราย แต่การที่ถามย้ำในสิ่งที่เขาตั้งมั่นและตัดสินใจไปแล้ว อาจจะทำให้เขารู้สึกว่าหรือเขาไม่มีความสามารถพอที่จะอะไรใหม่ๆได้ และอาจทำให้เขาขาดความมั่นใจในตัวเองไปเลย

“เก่งจริงๆ ลูกแม่”

ประโยคนี้อาจจะฟังดูเป็นประโยคคำชมที่ดี แต่ถ้าใช้บ่อยจนเกินไปหรือชมในสิ่งที่ไม่ควรได้รับคำชม จะทำให้ลูกไม่มีความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ แต่คำชมที่ทรงพลัง คือ ไม่ชมพร่ำเพรื่อ ชมจากใจ สิ่งที่ควรทำคือบอกความรู้สึกลงไปด้วย ชมที่พฤติกรรมเฉพาะเจาะจง
——————————————————–

ปกป้องลูกจากการเป็นเหยื่อและเป็นต้นเหตุของการบูลลี่

ปกป้องลูกจากการเป็นเหยื่อและเป็นต้นเหตุของการบูลลี่

 

 

ปัญหาการบูลลี่หรือการกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน มักถูกมองข้ามจากผู้ใหญ่ว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ของเด็ก ซึ่งบางครั้งบาดแผลจากการบูลลี่นั้นสร้างผลกระทบหรือลุกลามเป็นบาดแผลใหญ่ในหัวใจเด็ก ยาวนานไปจนถึงเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะการถูกต่อว่าเช่น การตัดสินด้วยรูปลักษณ์ หรือการถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อน คือการผลักให้เด็กต้องเผชิญความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้ปกครองไม่สามารถปกป้องเขาได้อย่างเช่นสถานการณ์ในโรงเรียน จึงอาจจะนำพาไปสู่ความรุนแรงได้

เพราะฉะนั้นการปกป้องเพียงกายคงยังไม่พอ มาเรียนรู้การปกป้องหัวใจลูก พร้อมๆ กับการปลูกฝังไม่ให้ลูกเป็นต้นเหตุของการบูลลี่ เพื่อให้ลูกเราไม่ไปสร้างบาดแผลในหัวใจให้กับใคร

สอนลูกให้เข้าใจความแตกต่างหลากหลาย

การสร้างมายด์เซ็ตให้ลูกเข้าใจว่าคนที่ต่างจากเราไม่ใช่คนผิดปกติคือสิ่งที่ลูกควรจะได้รับรู้ คนที่ผิวขาว ผิวดำ ผมหยิก ผมตรง อ้วน ผอม เตี้ย สูงฯลฯ รวมไปถึงการแสดงออกเกี่ยวกับภาพลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง คือหลากหลายของมนุษย์ ไม่ควรส่งเสริมให้ลูกให้ค่ากับภาพลักษณ์ภายนอก อย่างเช่นการป้อนข้อมูลว่าหนูสวยเพราะหนูขาว เด็กคนนั้นน่ารักเพราะผมตรง เพราะอาจเป็นการส่งเสริมให้ลูกตัดสินคนจากภายนอก ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมของการบูลลี่เพื่อนในโรงเรียนได้

เพราะมนุษย์มีความหลากหลายจึงมีคนที่เห็นต่าง

ไม่ใช่แค่เพียงรูปลักษณ์เท่านั้นที่แตกต่าง แต่ในเมื่อมนุษย์เราถูกปลูกฝังมาจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงควรทำให้ลูกเข้าใจว่าแม้บางความเห็นที่เราไม่เห็นด้วยก็ไม่ควรตัดสินว่าเขาผิด หรือเราถูก ให้ลูกทำความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเพื่อนถึงแสดงออกอีกแบบ ทำไมถึงแตกต่างกับเรา ทำไมคำตอบถึงต่างกัน สิ่งนี้ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้หัวใจแข็งแรง เมื่อวันที่เค้าต้องปะทะกับคนที่มีความเห็นต่าง หรือแม้แต่วันที่เขาถูกกลั่นแกล้ง

เปิดใจลูกและสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับเพื่อน

เด็กส่วนใหญ่มักจะไม่บอกพ่อกับแม่เมื่อตนเองโดนกลั่นแกล้ง ดังนั้นส่วนที่สำคัญในพาร์ทของพ่อแม่คือการสื่อสารอย่างเปิดใจและเข้าใจ สร้างพื้นที่ Safe zone ให้ลูกรู้สึกปลอดภัยเพื่อจะสื่อสารด้วยในตอนที่เจอเรื่องยากๆ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มโดยการคอยสังเกตการณ์ลูกว่ามีความผิดปกติใดๆ หรือไม่ เช่นพฤติกรรมการกินและการนอนของลูก การหลีกเลี่ยงโรงเรียนหรือกิจกรรมอื่นๆ กับเพื่อน หากสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ ควรพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับเรื่องที่โรงเรียน โดยอาจต้องถามลูกเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งแบบอ้อมๆ ตัวอย่างคำถาม:

“วันนี้มีอะไรที่ดีหรือไม่ดีที่โรงเรียน ที่อยากเล่าให้แม่กับพ่อฟังไหม”

“ที่โรงเรียนมีเด็กที่เกเรหรือเปล่า”

“หนูเคยเห็นเด็กคนอื่นๆ ถูกรังแกบ้างหรือเปล่า ถ้าสถานการณ์นั้นเป็นหนูจะทำอย่างไร”

สอนลูกให้สตรอง ไม่มองเรื่องบูลลี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาอ่อนแอ

นอกจากปลูกฝังให้ลูกเคารพความแตกต่าง เห็นอกเห็นใจผู้อื่นแล้ว อย่าลืมสอนให้ลูกใจดีกับตัวเอง ปลูกฝังลูกให้เชื่อมั่นในตนเอง “When someone says something bad about you, say something positive to yourself” ตัดพลังงานลบที่คนอื่นส่งมาด้วยเจตนาไม่ดี ด้วยการเพิ่มพลังงานบวกให้กับตัวเอง รวมไปถึงการรีแอคกับคนที่กลั่นแกล้ง เช่น สอนลูกให้บอกเพื่อนจอมเกเรว่าเขารู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เพื่อนทำ และต้องการให้เพื่อนปฏิบัติกับเขาอย่างไร ตัวอย่าง “เรารู้สึกโกรธตอนที่เธอล้อเลียนเราด้วยฉายาที่เธอตั้ง แทนที่จะเรียกเราด้วยชื่อของเราจริงๆ ต่อจากนี้เราอยากให้เธอเรียกชื่อจริงๆ ของเรานะ” เป็นการเรียนรู้วิธีการใช้น้ำเสียงและการสื่อสารกับผู้อื่น การหักห้ามใจในสถานการณ์ที่เขารู้สึกแย่

 

 

16 มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับโลก ปี 2020

16 มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับโลก ปี 2020

 

 

Times Higher Education หรือ THE สำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกชื่อดังอีกแห่งหนึ่งจากประเทศอังกฤษ และถือเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ได้มีการประกาศผล อันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ประจำปี 2020 (Times Higher Education World University Rankings 2020)

โดยมีเกณฑ์การจัดอันดับ (methodology) 5 ด้าน ดังนี้

  1. Teaching: The learning environment: คุณภาพการสอน สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ของผู้เรียน (30%)
  2. Research: Volume, income, reputation: คุณภาพงานวิจัย ปริมาณ รายได้ และชื่อเสียงของงานวิจัย (30%)
  3. Citations: Research influence: การอ้างอิงในงานวิจัย การนำงานวิจัยของสถาบันไปใช้อ้างอิง (30%)
  4. International outlook: staff, students, research: ความเป็นนานาชาติจากสายตาภายนอก เจ้าหน้าที่, นักศึกษาและ งานวิจัยนานาชาติ (7.5%)
  5. Industry income: knowledge transfer: รายได้ทางอุตสาหกรรม นวัตกรรมที่เป็นสิ่งใหม่ในวงวิชาการที่มหาวิทยาลัยได้คิดค้นขึ้น (2.5%)

ซึ่งปีนี้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกถึง 16 แห่ง เพิ่มจากปีที่แล้ว 2 แห่ง จะมีมหาวิทยาลัยไหนบ้างมาดูกันเลย

อันดับที่ 601–800 ของโลก

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (Mae Fah Luang University)
  • มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University)

 

อันดับที่ 801–1000 ของโลก

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University

 

อันดับที่ 1001+ ของโลก

  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Chiang Mai University)
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (Kasetsart University)
  • มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Khon Kaen University)
  • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang)
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (King Mongkut’s University of Technology North Bangkok)
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (King Mongkut’s University of Technology Thonburi)
  • มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (Mahasarakham University)
  • มหาวิทยาลัยนเรศวร (Naresuan University)
  • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Prince of Songkla University)
  • มหาวิทยาลัยศิลปากร (Silpakorn University)
  • มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (Srinakharinwirot University)
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (Suranaree University of Technology)
  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University)

 

และ 10 อันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกปี 2020 มีดังนี้

  1. University of Oxford มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
  2. California Institute of Technology สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย
  3. University of Cambridge มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
  4. Stanford University มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
  5. Massachusetts Institute of Technology สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์
  6. Princeton University มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
  7. Harvard University มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
  8. Yale University มหาวิทยาลัยเยล
  9. University of Chicago มหาวิทยาลัยชิคาโก
  10. Imperial College London ราชวิทยาลัยลอนดอน

 

————————————————————————–

ขอบคุณข้อมูลจาก timeshighereducation.com  และ Mthai.com

 

พร้อมสอบทุกสนาม TCAS 63 กับสุดยอดคอร์สแนะนำทำคะแนน
9 วิชาสามัญ ,GAT, O-NET ทางรอดสอบติดมหาวิทยาลัย

 

สมัครเรียนได้แล้วที่ Enconcept ทุกสาขาทั่วประเทศ
หรือ โทร. 02-7363636 หรือ Line : @Enconcept

 

#ENCPLORER EP.3 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอน รีวิววิชาน่าเรียนในศิลปศาสตร์

#ENCPLORER EP.3 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตอน รีวิววิชาน่าเรียนในศิลปศาสตร์

 

 

เด็กธรรมศาสตร์ไม่ได้เรียนจบไปเป็นพระฉันใด ศิลปศาสตร์ก็ไม่ได้เรียนวาดรูปฉันนั้น 

 

อาจเพราะมีคำว่า ศิลปะ เลยทำให้คนสับสนและเข้าใจกันว่าศิลปศาสตร์เป็นคณะเกี่ยวกับศิลปะ ทั้ง ๆ ที่ในหลักสูตรไม่ได้มีสอนวาดรูปแต่อย่างใด คณะศิลปศาสตร์นั้นศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น ภาษา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา เป็นต้น และความแตกต่างของคณะนี้กับคณะอักษรศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ จะเป็นเรื่องของหลักสูตรที่เน้นการใช้ภาษาแบบประยุกต์มากกว่าการศึกษาวรรณกรรมค่ะ

และแน่นอนว่าคณะนี้มุ่งเน้นไปทางด้านภาษา แถมมีหลากหลายภาษาให้เลือกเรียนอีกด้วย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกคนสามารถเลือกเรียนวิชาโทและเสรีได้อย่างอิสระ หลายๆ วิชาในคณะเราจึง
ป็อปปูลาร์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และที่ฮิตชนิดที่ว่าติด Billboard hot 100 มาหลายปี ก็คงหนีไม่พ้นวิชาภาษาอังกฤษค่ะ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน นักศึกษาส่วนใหญ่จึงเลือกมาเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานในการเรียนภาษา แต่น้อง ๆ
รู้ไหมคะว่า นอกจากระบบพื้นฐานเหล่านั้นแล้ว ที่คณะของเรายังมีรายวิชาภาษาอังกฤษที่สอนเกี่ยวกับการประยุกต์การใช้งานภาษาอังกฤษอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ การนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจการบิน และยังมีวิชาที่น่าสนใจอีกเพียบเลยค่ะ แต่วิชาที่พี่จะมาแนะนำเป็นวิชาที่มีประโยชน์มากๆ ขีดเส้นใต้หนัก ๆ เลย นั่นคือวิชา English for work นั่นเองค่ะ

EL200 English for work 

เนื้อหารายวิชา: ตามชื่อเลยค่ะ เป็นวิชาภาษาอังกฤษสำหรับการทำงาน ที่เริ่มตั้งแต่การส่งจดหมายสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน การเขียนบันทึกในที่ประชุม และการเขียนอีเมล เนื้อหาในวิชานี้มีประโยชน์มากเลยค่ะ รุ่นพี่ที่จบไปแล้วแอบกระซิบมาว่าช่วยในการทำงานได้เป็นอย่างดีด้วย

การเรียน: ในส่วนของการเรียนการสอนเป็นการบรรยายและมีสอบย่อย (หรือที่เด็กมหา’ลัยเรียกกันว่าควิซ) ในแต่ละบทค่ะ ทุก ๆ คลาส อาจารย์จะสอนเนื้อหาและมีการบ้านหรือ assignment ให้ทำในบางครั้ง ส่วนที่พี่ชอบมาก ๆ คือการเก็บคะแนนโดยการแสดงบทบาทสมมุติในการสัมภาษณ์งานค่ะ เราต้องรับบทเป็นผู้สมัครงานที่ต้องทำทั้งเรซูเม่ และเตรียมตัวตอบคำถามอาจารย์ที่สวมบทเป็นผู้สัมภาษณ์งานจริง ๆ ค่ะ

คะแนนรวม: 9/10 ไปเลยค่ะ เป็นวิชาที่สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้จริง และได้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่จำเป็นในการทำงาน ถึงจะมีช่วงที่เครียดเพราะต้องทำแบบฝึกหัดเยอะ หรือเตรียมสอบเก็บคะแนน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ามาก ๆ ค่ะ

เพิ่มเติม: รูปแบบการสอนและการเก็บคะแนนอาจแตกต่างกันไปตามอาจารย์ผู้สอนนะคะ

สำหรับวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานที่แนะนำไป แน่นอนค่ะว่าการเรียนการสอนทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ! อาจจะชิลล์ ๆ สำหรับน้อง ๆ ที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษพอสมควร แต่สำหรับคนที่กังวลในสกิลของตัวเอง พี่มีอีกหนึ่งวิชาน่าสนใจและสุดยอดมาก ๆ เช่นกันมาแนะนำค่ะ ได้แก่วิชา LG211 Introduction to linguistics

LG211 Introduction to linguistics

เนื้อหารายวิชา: ชื่อไทยของวิชานี้คือภาษาศาสตร์เบื้องต้นค่ะ ใครที่ไม่รู้อย่าเพิ่งขมวดคิ้วนะคะว่าภาษาศาสตร์คืออะไร ถ้าให้อธิบายอย่างรวบรัดก็คือ การศึกษาระบบภาษาของมนุษย์ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ค่ะ ในภาษาศาสตร์เราจะเรียนกันตั้งแต่ ระบบเสียง ระบบคำ ระบบประโยค ความหมาย และการใช้ภาษาในบริบทต่างๆ เช่น ใช้เพื่อสื่อสาร เพื่อการแปล หรือใช้ในทางจิตวิทยา เป็นต้นค่ะ การเรียนภาษาศาสตร์จะทำให้เรารู้ระบบและการทำงานของภาษา ทำให้ใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

การเรียน: การเรียนการสอนของวิชานี้เป็นการบรรยายและสอบย่อยเช่นกันค่ะ ข้อสอบจะมีความหลากหลายมาก ๆ แตกต่างไปตามแต่ละบทที่เรียน ยกตัวอย่างเช่น ควิซของบทระบบเสียงจะเป็นการให้เราออกเสียงตัวพยัญชนะและสระให้ถูกต้อง ควิซของบทระบบประโยคจะให้เราวิเคราะห์การเรียงโครงสร้างประโยคของภาษาที่ต่างกันค่ะ

คะแนนรวม: 8/10 ค่ะ ช่วงแรก ๆ ที่เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับโครงสร้างต่าง ๆ ของภาษาอาจจะดูนามธรรมและเข้าใจยากไปสักหน่อย แต่ความรู้ที่ได้จากวิชานี้ช่วยต่อยอดในการเรียนภาษาได้ดีจริง ๆ ค่ะ แถมเวลาไปเรียนภาษาใหม่ ๆ ยังช่วยให้เข้าใจได้เร็วขึ้นด้วยนะ

เพิ่มเติม: รูปแบบการสอนและการเก็บคะแนนอาจแตกต่างกันไปตามอาจารย์ผู้สอนนะคะ

นอกจากสองวิชาที่พี่ได้แนะนำไปแล้ว ยังมีวิชาอื่นๆ ในคณะที่น่าเรียนอีกเยอะเลยค่ะ น้อง ๆ สามารถศึกษาหลักสูตรของสาขาต่างๆ ได้ที่ https://arts.tu.ac.th/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของคณะ ในหลักสูตรจะมีรายชื่อวิชาที่เราสามารถเลือกเรียนได้อย่างเสรี และสามารถค้นหารายละเอียดของแต่ละวิชาได้ที่ https://web.reg.tu.ac.th/registrar/class_info.asp ได้เลยค่ะ แล้วมาเป็นลูกแม่โดมด้วยกันนะคะ

พร้อมสอบทุกสนาม TCAS 63 กับสุดยอดคอร์สแนะนำทำคะแนน
9 วิชาสามัญ ,GAT, O-NET ทางรอดสอบติดมหาวิทยาลัย

 

 

สมัครเรียนได้แล้วที่ Enconcept ทุกสาขาทั่วประเทศ
หรือ โทร. 02-7363636 หรือ Line : @Enconcept

เพราะเป็น “แม่” จึงขี้บ่น ไขความลับกลไกสมอง และเบี้องหลังพฤติกรรม มนุษย์แม่

เพราะเป็น “แม่” จึงขี้บ่น ไขความลับกลไกสมอง และเบี้องหลังพฤติกรรม มนุษย์แม่

 

 

โดยทั่วไปสมองของมนุษย์จะพัฒนามากที่สุดในช่วงอายุ 1-5 ปีแรกของชีวิต นอกจากนั้นสมองก็จะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากการเรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงอีกเมื่อเจอกับเรื่องใหญ่ในชีวิต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale) ค้นพบว่านอกจากช่วงที่สมองเติบโตแบบก้าวกระโดดในตอนเด็กๆแล้ว ยังมีอีกช่วงที่สมองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นคือช่วงเวลาที่ผู้หญิงเปลี่ยนสถานะเป็น  “แม่” นั่นเอง

การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ ทำการทดลองโดยนำบรรดาคุณแม่มาสแกนสมอง ซึ่งพบว่าคุณแม่ที่ผ่านการคลอดลูกมีสมองหลายส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น  สมองส่วนควบคุมประสาทสัมผัส, สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลและการตัดสินใจ สมองส่วนไฮโปทาลามัส(hypothalamus) ที่ควบคุมการรักษาสมดุลของร่างกาย และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ และส่วนสำคัญที่กุมความลับและอยู่เบื้องหลังการ “บ่น” ของบรรดาคุณแม่ ก็คือ สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) นั่นเอง

เจ้าอะมิกดาลา (Amygdala)  มีขนาดคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ฝังตัวลึกอยู่ในสมองกลีบขมับส่วนกลาง (medial temporal lobe)   ซึ่งอยู่ในกลุ่มสมองของส่วนที่เรียกว่า “ เครื่องผลิตอารมณ์ ” (Limbic system) นั่นเอง    อะมิกดาลาจะทำหน้าที่หลักๆ สองอย่างคือ ช่วยบันทึกความทรงจำในเหตุการณ์ที่ประกอบไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก และทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดความกลัว (fear conditioning) เมื่อกลัวจึงต้องปรับพฤติกรรมให้มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการที่ขนาดของ อะมิกดาลาเพิ่มขึ้น ก็เพื่อทำให้คุณแม่เกิดความกลัวและดูแลลูกน้อยด้วยความระแวดระวัง ทำให้ทารกที่เพิ่งคลอดปลอดภัย พร้อมกับสร้างความกังวลให้แม่คอยสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของลูก หรือคาดการณ์เรื่องราวไว้ในทางไม่ดี เพื่อหาทางปกป้องลูกจากอันตราย

เพราะความกลัวของแม่นี่เอง ที่ทำให้บ่อยครั้งแม่เข้มงวดพร่ำบ่นให้ลูกเก็บห้องรกให้เรียบร้อย เพราะกลัวว่าลูกจะสะดุดล้มหรืออาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์ซ่อนตัวอยู่ในบรรดาสิ่งของที่กระจัดกระจายพวกนั้น  ทำให้แม่อดทนตั้งตาคอยลูกเวลากลับดึก เพราะกลัวว่าลูกจะเป็นอันตราย   ทำให้แม่เตรียมข้าวน้ำอาหารสารพัด เพราะกลัวว่าเราจะขาดอาหาร และเพราะความกลัวนี่เองที่ทำให้ “แม่” เป็น “แม่” ที่แสนวิเศษของพวกเรา

#ENCPLORER EP.2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ตอน แนะนำภาควิชาศิลปกรรม (วิจิตรศิลป์)

 

#ENCPLORER EP.2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

ตอน แนะนำภาควิชาศิลปกรรม (วิจิตรศิลป์)

น้อง ๆ เคยสงสัยกันไหมว่า นักศึกษาศิลปะวันเขาเรียนอะไรกันบ้าง หรือมีที่ไหนเปิดสอนบ้าง และจบไปทำงานอะไรกันนะ? บทความนี้เราจะมาแนะนำคณะหนึ่งในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไหร่ (ฮา) นั่นก็คือ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปกรรม หรือที่พวกเรานักศึกษา อาจารย์ หรือคนทั่วไปเรียกว่า ‘วิจิตรศิลป์’ นั่นเอง โดยส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของสถาบันนี้เนื่องจากศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง  แต่ภาควิชาวิจิตรศิลป์เนี่ย น้อยมากที่จะมีคนพูดถึง ซึ่งตอนที่พี่อยู่ในช่วงเลือกคณะและมหาลัยแล้วมีความสนใจในด้านนี้ การหาบทความที่มีรุ่นพี่กล่าวถึงภาควิชานี้เป็นที่เรื่องที่ค่อนข้างยาก

แต่ต่อไปนี้มันจะไม่ยากอีกต่อไป!

ความเป็นมาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง มีต้นกำเนิดมาจากโรงเรียนช่าง ถูกยุบและตั้งใหม่มาหลายรอบ จนกระทั่งอาจารย์ประสม รังสิโรจน ได้ปรับปรุงหลักสูตรยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้นเทียบเท่าวิทยาลัยเทคนิค โดยได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์พงศ์ศักดิ์ วรสุนทโรสถ อธิบดีกรมอาชีวศึกษา ขณะนั้น ขึ้นเป็น “วิทยาลัยวิชาการก่อสร้าง ” (College of Design & Construction)เปิดการสอนสาขาวิชาสถาปัตยกรรม, สาขาวิชาวิศวสถาปัตยกรรม, สาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน, สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์, สาขาวิชาวิศวกรรมการทาง, สาขาวิชาวิศวกรรมการสำรวจ จนกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยในที่สุด โดยภาควิชาวิจิตรนั้นเพิ่งก่อตั้งมาได้ปีนี้ (พ.ศ.2562) เป็นปีที่ 27 เท่านั้น

ภาควิชาศิลปกรรม หรือภาควิชาวิจิตรศิลป์ มีการพัฒนาหลักสูตรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งชื่อเรียกวิจิตรศิลป์ที่ใครหลายๆ คนเรียกติดปากก็มาจากชื่อหลักสูตรในระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นภาควิชาศิลปกรรม หลักสูตร 4 ปี

ระบบการเรียนการสอน ภายใน 4 ปีจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอะไรบ้างนะ?

ในการเรียนการสอน ชั้นปีที่ 1 จะมุ่งเน้นไปที่การปรับพื้นฐานและฝึกฝนทักษะในทุกแขนงวิชา คือน้องๆ จะได้เรียนพื้นฐานของแต่ละวิชาเอก ซึ่งมีสาขาจิตรกรรม เน้นไปที่การใช้สีในการทำงานศิลปะในการแสดงออก เช่น สีน้ำมัน สีอะคริลิก เป็นต้น สาขามีเดียอาตส์ ใช้สื่อต่าง ๆ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ การแสดง ในการทำงาน สาขาภาพพิมพ์ตรงตัวเลย ก็คือใช้เทคนิคภาพพิมพ์ สาขาอิลลัสเตชั่น สร้างคาแร็กเตอร์ ภาพประกอบผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเราเอง สาขาปั้นและปั้นเพื่อสังคม เป็นสาขาที่เรียนรู้วัสดุต่างๆ เพื่อใช้ในการทำงาน (ไม่จำเป็นต้องใช้ดินเหนียวอย่างเดียวนะเอ้อ!) นอกจากนี้ยังมีวิชาวาดเส้นและองค์ประกอบศิลป์พื้นฐานที่สนุกสนานมากๆ อ้อ! และเมื่อใกล้เริ่มต้นภาคเรียนแรกของชั้นปีที่ 1 ทางสถาบันจะมีการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเพื่อแบ่งคลาสในการเรียน  (ใช้ระบบ Dyed) ซึ่งใครที่สอบผ่านตามระดับที่ทางสถาบันกำหนดจะไม่ต้องเข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษและได้เกรด A ไปเลย การสอบวัดระดับจึงมีความสำคัญมาก ๆ หรือถ้าน้อง ๆ คนไหนเคยสอบวัดระดับทางด้านภาษาอังกฤษมาก่อน ( TOEIC, EIELTS, CU-TEP เป็นต้น) และคะแนนถึงตามที่ทางสถาบันต้องการ ก็ผ่านการสอบและไม่ต้องเข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษเช่นกัน (อัพเดท ปีการศึกษา 2562)

ชั้นปีที่ 2 น้อง ๆ จะได้เลือกเอกเลือกสาขาที่เราสนใจ และพัฒนาต่อยอดเอกลักษณ์ การทำงานในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ชั้นปีที่ 3 เน้นไปที่การค้นคว้าและทดลองสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างจริงจังและชัดเจน และชั้นปีที่ 4 เป็นปีที่ทำธีสิสหรือศิลปะนิพนธ์ทั้งปีการศึกษา

การรับเข้าศึกษาต่อตามระบบ TCAS รับรอบไหนบ้าง?

สำหรับการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ปีการศึกษาล่าสุด ตามระบบ TCAS ทางคณะรับนักศึกษาทั้งหมด 3 รอบ คือ รอบที่ 1 รอบ Portfolio โดยในแต่ละปีก็มีโจทย์​ จำนวนการรับที่แตกต่างกันออกไป ปีพี่ (2562) รอบที่ 1 รับจำนวน 60 คน กำหนดให้ทำงานจริงขนาด a4 เป็นผลงานจริง โจทย์แบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ ส่งผลงานวาดเส้น ไม่น้อยกว่า 5 ชิ้น งานองค์ประกอบศิลป์ อย่างน้อย 5 ชิ้น มีการสอบสัมภาษณ์ รอบที่ 2 รอบรับแบบโควตา โดยทางคณะจัดสอบเอง เป็นการสอบวาดรูปแบบจำกัดเวลา มีทั้งวาดเส้นและองค์ประกอบศิลป์ ส่วนน้อง ๆ คนไหนที่ไม่ค่อยมีฝีมือทางด้านศิลปะ ทางคณะก็มีเปิดรับรอบ 3 คือรอบยื่นผลคะแนน GAT/PAT ซึ่งทางภาควิชาเราใช้ GAT ความถนัดทั่วไป และ PAT6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์

วิจิตรศิลป์ จบไปแล้วทำงานอะไร?

เมื่อเรารู้การเรียนการสอนและวิธีการสอบเข้าไปแล้ว อีกหัวข้อหนึ่งที่น้อง ๆ หรือผู้ปกครองน่าจะสนใจไม่น้อยไปกว่าก็คือ ภาควิชานี้จบไปแล้วทำงานอะไร? จะตกงานไหม? พี่ขอตอบตรงนี้เลยว่า พี่ก็ไม่รู้ ฮ่า ไม่ใช่แล้ว ภาควิชานี้จบไปสามารถทำงานได้หลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน หรือไปสายกราฟิก ถ่ายรูป ภาพยนตร์ ฯลฯ ได้หมด งานไหนที่ใช้ศิลปะเราสามารถทำงานนั้นๆ ได้หมดค่ะ ด้วยความที่อาชีพมันกว้างมาก จึงดูเหมือนไม่ค่อยมีหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าเราจะมีงานทำ หรือไม่ตกงาน (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ว่าคณะไหนภาควิชาไหนก็มีโอกาสตกงาน ไม่มีงานทำได้ทั้งนั้นนะคะ แฮ่) แต่พี่เชื่อเสมอว่า ถ้าเรามีใจรัก ขยัน หมั่นฝึกฝนพัฒนาฝีมือ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีคนเห็นคุณค่าเราและพ่วงมาด้วยตำแหน่งงานหรือรายได้แน่นอนค่ะ

พี่หวังว่า ข้อมูลในบทความแนะนำภาควิชาศิลปกรรม หรือภาควิชาวิจิตรศิลป์ จะเป็นประโยชน์แก่น้อง ๆ ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อหรือน้อง ๆ ที่สนใจไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ยังหาข้อมูลเพิ่มเติมของภาควิชานี้หรือภาควิชาอื่น ๆ ได้ที่เว็บไซต์ arch.kmitl.ac.th และหวังว่าน้อง ๆ ที่เข้าอ่านบทความนี้ หรือน้อง ๆ ที่มีฝันในการศึกษาต่อในทุก ๆ คณะ ทุก ๆ มหาวิทยาลัย สมหวังสมปรารถนากันทุกคนนะคะ

………………………………………………………………

พร้อมสอบทุกสนาม TCAS 63 กับสุดยอดคอร์สแนะนำทำคะแนน
9 วิชาสามัญ ,GAT, O-NET ทางรอดสอบติดมหาวิทยาลัย

 

สมัครเรียนได้แล้วที่ Enconcept ทุกสาขาทั่วประเทศ
หรือ โทร. 02-7363636 หรือ Line : @Enconcept

 

 

 

เช็คให้ดี! บางคณะ บางมหาวิทยาลัย ใช้คะแนน “วิชาเฉพาะ” จัดสอบเอง

 

นอกจากการสมัครสอบต่างๆ เพื่อใช้ยื่นสมัครใน TCAS 63 อย่าง กสพท GAT-PAT , O-NET หรือ 9 วิชาสามัญ บางมหาวิทยาลัย บางคณะ มีการจัดสอบ “วิชาเฉพาะ” ซึ่งใช้ในการพิจารณาการสมัคร TCAS รอบ 2  จะมีมหาวิทยาลัยไหนบ้างไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันสมัครสอบ : 6 – 14 ก.พ. 63

วันสอบวิชาเฉพาะ : 8 มี.ค. 63

คณะที่ต้องสอบ

  • คณะนิติศาสตร์
  • คณะวิจิตรศิลป์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันสมัครสอบ : 14 ม.ค. – 26 ก.พ. 63

วันสอบวิชาเฉพาะ : 7 – 9 มี.ค. 63

คณะที่ต้องสอบ

  • คณะนิติศาสตร์
  • คณะรัฐศาสตร์
  • คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
  • คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชล (หลักสูตรนานาชาติ)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)
  • คณะศิลปกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันสมัครสอบ : 29 ม.ค. – 12 ก.พ. 63

วันสอบวิชาเฉพาะ : 6 – 12 มี.ค. 63

คณะที่ต้องสอบ

  • คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์
  • คณะมัณฑนศิลป์
  • คณะอักษรศาสตร์
  • คณะศึกษาศาสตร์
  • คณะเภสัชศาสตร์

 

หมายเหตุ: แต่ละคณะใช้คะแนนวิชาเฉพาะแค่บางสาขาเท่านั้น
สำหรับเรื่องวิชาเฉพาะของมหาวิทยาลัยยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอีก 2 มหาวิทยาลัย ที่มีการจัดสอบขึ้นเอง โดยถ้าสมัคร TCAS รอบ 2 หรือรอบโควตา ของจุฬาฯ ก็จะถือว่าสมัครวิชาเฉพาะไปแล้ว รอไปสอบได้เลย ส่วนม.ขอนแก่นก็มีการจัดสอบวิชาต่างๆ เอง แทนการใช้คะแนนส่วนกลาง โดยจะใช้ชื่อว่า”ทดสอบสมรรถนะ”
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันสอบวิชาเฉพาะ : 7 – 8 มี.ค. 63

คณะที่ต้องสอบ

  • คณะอักษรศาสตร์ สาขาวิชาสเปน
  • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม
  • คณะศิลปกรรมศาสตร์
  • คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันสอบสมรรถนะ : 6 – 10 มี.ค. 63

คณะที่ต้องสอบ

  • ทุกคณะที่เปิดรับในรอบโควตา

——————————————————

ขอบคุณข้อมูลจาก Dek-d.com

 

พร้อมสอบทุกสนาม TCAS 63 กับสุดยอดคอร์สแนะนำทำคะแนน
9 วิชาสามัญ ,GAT, O-NET ทางรอดสอบติดมหาวิทยาลัย

 

 

สมัครเรียนได้แล้วที่ Enconcept ทุกสาขาทั่วประเทศ
หรือ โทร. 02-7363636 หรือ Line : @Enconcept

 

 

 

 

 

 

#ENCPLORER EP.1 สำรวจคณะอักษรฯ ศิลปากร ตอน การเรียนประวัติศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัย

#ENCPLORER EP.1 สำรวจคณะอักษรฯ ศิลปากร ตอน การเรียนประวัติศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัย

สวัสดีค่า น้องวัยมัธยมหลายๆคนอาจจะกำลังสับสนงุนงงเพราะไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน วันนี้พี่จึงอยากใช้พื้นที่นี้ในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคณะและมหาวิทยาลัยที่เพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ นั่นก็คือ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ค่ะ วินาทีที่ก้าวออกจากหอประชุมหลังจากรับปริญญาเสร็จ ใจนึงก็โล่งมากๆ แบบว่า จบสักที!! แต่อีกใจนึงก็รู้สึกโหวงมาก ทำเอาคิดถึงสี่ปีที่ผ่านมาเลย เหมือนเพิ่งอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบเข้าที่นี่ไปไม่นาน 🙂 ช่วงเวลาสี่ปีในรั้วศิลปากรที่พี่เคยแอบคิดว่าต้องผ่านไปช้ามากแน่ๆ มาวันนี้กลับเป็นสี่ปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้หยุดสังเกต เป็นสี่ปีที่มีเรื่องสนุกมาก เศร้ามาก(เวลาอ่านหนังสือไม่ทัน) แล้วก็เป็นบ้ามากในบางครั้ง(55555555) แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจมากๆ เลย

อักษรศาสตร์ไม่ได้เรียนแค่ภาษา

เกริ่นไปไกลมากแล้ว ขอพูดถึงคณะ/สาขา ที่เรียนบ้างดีกว่า อย่างที่บอกไปว่าคณะที่พี่เรียนคือ อักษรศาสตร์ ซึ่งถ้าดูจากชื่อแล้ว บางคนอาจจะคิดว่าเป็นคณะที่เรียนภาษาอย่างเดียว (และมีความเชื่อว่าเก่งภาษามาก) ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็มีการเรียนการสอนภาษาต่างๆ จริงๆ นั่นแหละ แต่มันยังมีมากกว่านั้น!! คณะอักษรศาสตร์นอกจากจะมีสาขาทางด้านภาษาอย่างเช่น สาชาวิชาภาษาเยอรมัน สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ฯลฯแล้ว ยังมีสาขาวิชาด้านสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคีต บรรรณารักษ์ ปรัชญาอีกด้วยค่ะ

เรียนประวัติศาสตร์ในอักษรฯ ไม่ได้สอนแค่เรื่องราวในอดีต

สาชาวิชาที่พี่เรียนคือประวัติศาสตร์ ตอนที่ได้รู้ว่าได้เรียนสาขานี้ ก็คิดภาพไม่ออกเหมือนกันว่าการเรียนการสอนจะเป็นอย่างไร คิดแค่ว่ามันคงเหมือนกับการเรียนในห้องเรียนตอนมัธยม เนื้อหาเหมือนๆ เดิมเพราะยังไงก็เป็นเรื่องราวในอดีต แต่พอได้มาเรียนจึงรู้ว่า ไม่เหมือนในห้องเรียนมัธยมเลยสักนิด 5555555 เพราะตอนเรียนประวัติศาสตร์ในชั้นมัธยม เราแค่เรียนว่าเหตุการณ์นี้ในประวัติศาสตร์เป็นยังไง แล้วก็จำไปสอบ แต่พอมาเรียนที่นี่เราจะได้มองประวัติศาสตร์ในมุมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ศึกษาสาเหตุของการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในประวัติศาสตร์และผลกระทบของมันในแต่ละด้าน ได้มีโอกาสคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนแล้วก็อาจารย์ กลายเป็นการเรียนประวัติศาสตร์ไม่น่าเบื่อเลย (น้องคนไหนสนใจก็เข้ามาเรียนเยอะๆนะคะ อาจารย์ใจดีทุกคนเลย)

วิชาโทภาษาอังกฤษฝึกให้เรียนรู้นอกห้องเรียน 🙂

ถึงเราจะเรียนสาขาวิชาประวัติศาสตร์แต่ก็ไม่ได้เรียนแค่ประวัติศาสตร์อย่างเดียวนะ!! คณะนี้จะมีให้เลือกวิชาเอก-โท  โดยจะกำหนดเกณฑ์เข้ารับของแต่ละสาขา โดยวิชาเอกของพี่ก็คือประวัติศาสตร์ ส่วนวิชาโทคือภาษาอังกฤษ พูดถึงตัวเอกไปแล้วก็ขอพูดถึงตัวโทบ้าง สาขาวิชาภาษาอังกฤษก็มีวิชาให้เราเลือกเรียนเหมือนกับสาขาอื่นๆ มีทั้งวิชาที่ช่วยฝึกการฟัง พูด อ่าน เขียน แปล แล้วก็ยังมีวิชาที่เรียนเกี่ยวกับวรรณกรรม/นวนิยาย/เรื่องสั้นภาษาอังกฤษ โดยเราก็ได้เรียนเกี่ยวกับ หลักการเขียนที่ใช้ในเรื่อง ภาพสะท้อนและสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ ประมาณนี้ ดูเหมือนจะยากแต่ก็ยากจริงๆ นั่นแหละค่า(55555)

ในห้องเรียนอาจารย์จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งไม่มีถูกมีผิดและอาจารย์ไม่เคยตำหนิความเห็นของใครเลย เราเองซึ่งขี้อายเลยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้แต่ฟังเพื่อนกับอาจารย์ discuss กันเงียบๆ นอกจากนี้ การเรียนวิชาโทภาษาอังกฤษเหมือนจะบังคับให้เราต้องฝึกภาษาอังกฤษเพิ่มด้วยตัวเอง เพื่อเพิ่มทักษะให้ตัวเองและเป็นผลดีกับการเรียนด้วย อย่างบางวิชาที่ต้องเรียนกับอาจารย์ที่เป็น Native speaker แรกๆ เราจะฟังไม่ทันและเรียนไม่รู้เรื่อง เราเลยต้องฝึกฟังจากหนัง หรือฟังเพลง เพื่อให้เราคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งจะบอกว่าการดูหนังฟังเพลงมันช่วยได้มากจริงๆ แถมยังสนุกด้วย  หรือบางวิชาที่ต้องออกไปพูดหน้าชั้นเรียน เราก็จะฝึกอ่านสิ่งที่ต้องพูดหลายๆ รอบ ฝึกการออกเสียงคำศัพท์ที่ยากๆ เพื่อให้เราสามารถพูดได้ถูกต้องมากที่สุด

สี่ปีที่ทับแก้ว เพิ่มพูนความรู้ ความผูกพัน และน้ำหนัก!

ขอ pause part การเรียนการสอนไว้ตรงนี้ พูดเรื่องมีสาระมาเยอะแล้วขอ skip ไปเรื่องไร้สาระบ้าง สี่ปีที่ผ่านมานอกจากจะเรียนเยอะแล้วก็ยังกินเยอะด้วย เพราะของอร่อยที่นี่เยอะมากกกกกกก แล้วก็ถูกมากด้วย อย่างตอนเย็น ในม.จะมีตลาดเล็กๆ ชื่อว่า ตลาดอินดี้ (จนเรียนจบมาแล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้ง) ซึ่งตลาดนี้ก็จะขายของกินแบบ full option มีของกินแทบจะทุกอย่างจริงๆ ไม่รู้จะกินอะไรก็ต้องมาที่นี่ นั่งกินนั่งคุยกับเพื่อน ส่องนักบาส นักบอลบ้างบางครั้ง แหะๆ ระหว่างกินก็จะมีเพลงเพราะๆ เปิดให้ฟังอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการกินที่แฮปปี้จริงๆ พูดแล้วก็คิดถึง อยากกลับไปนั่งเล่นอีก ฮืออ

นอกจากของกินในม.แล้ว รอบๆมอก็ยังมีร้านขายของกินมากมายไปหมด ก็คือเป็นสี่ปีที่ไม่คิดแปลกใจว่าทำไมน้ำหนักขึ้น y____y  พอจบแล้วก็คิดถึงที่นั่นมากจริงๆ ฮอกวอตส์ไม่ใช่สถานที่แต่เป็นผู้คน ศิลปากรก็เหมือนกัน! ตอนปีหนึ่งเราไม่เคยคิดว่าเราจะผูกพันกับมหาวิทยาลัยนี้ คณะนี้ อาจารย์ที่นี่หรือเพื่อนที่นี่ด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้คิดถึงทุกอย่างมากๆ เราได้เจออาจารย์ดีๆ เพื่อนดีๆที่นี่ ได้ทำกิจกรรมของคณะด้วยกัน ไปกินข้าว ร้องคาราโอเกะ อ่านหนังสือสอบจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน จะบอกว่า เลือกไม่ผิดจริงๆ ที่เรียนที่นี่ อบอุ่นมาก เพราะอากาศร้อน แฮ่!! 55555555555 ล้อเล่น ที่นี่อบอุ่นจริงๆ เป็นเหมือนกับบ้านหลังใหญ่ที่พร้อมต้อนรับเราเสมอ

สำหรับน้องที่อยากเข้าคณะนี้มหาวิทยาลัยนี้หรือมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม ก็ขอให้ตั้งใจอ่านหนังสือ เตรียมตัวให้ดี ดูรายละเอียดกำหนดการการสอบเข้าให้ดี เพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาดและต้องมาเสียใจเสียดายทีหลัง ขอให้เป็นการเริ่มต้นที่ดีของทุกคนค่า 🙂

ไม่จบหมอ ก็เป็นหมอได้ ศิริราช ขยายโอกาส จบ ป.ตรีสาขาไหนก็เรียนหมอได้

ไม่จบหมอ ก็เป็นหมอได้ ศิริราช ขยายโอกาส จบ ป.ตรีสาขาไหนก็เรียนหมอได้

          คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดโอกาสให้ผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีไม่จำกัดสาขา สามารถสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ได้ หากเป็นบุคคลที่เรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.50 มีอายุไม่เกิน 35 ปี ก่อนวันเปิดการศึกษาปี 2563 และสามารถสอบ 7 วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะของ กสพท.ได้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถเข้าเรียนได้ โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปีนี้ เบื้องต้น มีโควต้ารับนักศึกษาประเภทดังกล่าว 4 คน

รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงเกณฑ์การรับนักศึกษาแพทย์ปี 2563 ว่า ยังคงรับ 3 รอบ รวมทั้งสิ้นจำนวน 292 คนเหมือนเดิม แต่ในการสอบ TCAS รอบ 2 หรือ รอบโควต้าประจำปี 2563 จะพิเศษไปกว่าทุกปี เพราะศิริราชได้เพิ่มโอกาสด้านการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กที่หลากหลายมากขึ้น โดย TCAS ในโคว้ตาจะเพิ่มโอกาสให้เด็กที่เก่งกีฬาใน 22 ขนิด เช่น แบดมินตัน ฟุตบอล และกรีฑา รวมไปถึงนักเรียนที่ถนัดและเชี่ยวชาญด้านดนตรี ได้มีโอกาสศึกษาศึกษาต่อแพทย์ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีเกรดเฉลี่ย GPA 3.00 ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดโอกาสเพิ่มเติมอีก 4 ที่นั่ง ให้กับคนที่จบการศึกษาปริญญาตรีไปแล้ว (และไม่ได้อยู่ในคณะสายวิทย์) แต่ยังอยากกลับมาเรียนแพทยศาสตร์ ก็สามารถกลับมาเรียนได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี และผ่านการสอบ 7 วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะของ กสพท. โดยจะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ – 23 มีนาคม 2563 ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลรับเฉพาะเด็กมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะต้องคัดเลือกจากเกรดและคะแนนสอบ โดยเด็กที่จะสอบเข้ามาได้ ต้องเรียนเก่งระดับหนึ่ง จึงจะมั่นใจว่าเด็กเรียนจบแพทย์ได้

ศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ยอมรับว่า หนึ่งในเหตุผลที่ต้องการเปิดรับคนที่ต้องการเป็นหมอจริงๆ เนื่องจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายบางคนที่เป็นเด็กเก่ง สามารถสอบเข้าแพทย์ได้ แต่ไม่ได้มีเป้าหมายชีวิตที่จะเป็นหมอจริงๆ ประกอบกับกระแสสังคม ความต้องการของผู้ปกครอง ทำให้เด็กเหล่านี้ได้เข้ามาเรียนด้วยความไม่ชอบ เมื่อเรียนแล้วก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบ จนทำให้เกิดความทุกข์ในการเรียน คนที่จบปริญญาตรีแล้ว มีความเป็นผู้ใหญ่ หากเขามีความมุ่งมั่นที่จะเรียนแพทย์ แม้ตอนแรกเขาอาจพลาดจนไม่ได้เรียน ตอนนี้เราเปิดโอกาสให้อีกครั้ง โดยเขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาจะเรียนได้ โดยต้องได้คะแนนสอบเข้าตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเราเชื่อว่านักเรียนกลุ่มนี้จะเรียนจบได้ และน่าจะมาเติมเต็มให้หลักสูตรมีความกลมกล่อมมากขึ้น”

ในอนาคตอยากได้หมอที่เก่งหลายๆ ด้าน หมอที่รู้วิชาแพทย์เจาะลึก และรู้ด้านอื่นๆ เป็นวงกว้าง หมอที่ต้องไม่รู้แค่วิชาแพทย์อย่างเดียว แล้วเข้าสังคมไม่ได้ แต่ต้องเป็นแพทย์ที่รู้ทั้งกว้างและลึก เป็นแพทย์ที่ดีของสังคม ทั้งนี้ รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ฝากถึงเด็กและผู้ปกครองว่า ขอให้สำรวจตัวเด็กด้วย เพราะไม่ใช่เด็กเก่งทุกคนเหมาะจะเรียนแพทย์ แต่คนที่เหมาะจะเรียนแพทย์นั้นต้องตั้งต้นด้วยใจรัก อาจมีตัวอย่างแพทย์ที่ประทับใจและนำมาเป็นแบบอย่างในการเรียนและการประกอบวิชาชีพ ซึ่งหากเขารักและสนใจเขาจะรู้ว่าต้องทำงานแบบไหนในอนาคต นอกจากนั้น ควรมีคุณสมบัติพื้นฐานหลายอย่าง ทั้งความขยัน มีความรับผิดชอบ มีวินัย มีความอดทน เพราะแพทย์นั้นต้องใช้เวลาเรียนถึง6 ปี และวิชาชีพแพทย์ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการหาเงินมากๆ หรือต้องการมีเวลามากๆ เพราะแพทย์มีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จึงฝากไว้ให้นักเรียนและผู้ปกครองได้พิจารณา หากคิดว่ามีคุณสมบัติเหล่านี้ก็ยินดีต้อนรับ เพื่อมาร่วมกันสร้างแพทย์ที่ดีที่เป็นกำลังของสังคมต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจบมาในแผนการเรียนวิทย์-คณิต แต่อยากจะสมัครเข้าศึกษาต่อด้านการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น คณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ ฯลฯ ก็จะต้องลงสมัครสอบ วิชาความถนัดแพทย์ (กสพท) ซึ่งเป็นรอบการรับสมัครผ่านระบบ TCAS หรือเลือกเรียนต่อแพทย์ในต่างประเทศ โดยการสอบเทียบวุฒิการศึกษา GED (General Educational Development) มีรายละเอียดน่ารู้ดังต่อไปนี้

  • เลือกสอบ กสพท หรือ วิชาความถนัดแพทย์

สำหรับคนที่เลือกสอบ กสพท หรือ วิชาความถนัดแพทย์ นั้น สัดส่วนคะแนนที่นำมาใช้ในการพิจารณาคือ

30 % ข้อสอบประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

– ด้านเชาว์ปัญญา เช่น คณิตศาสตร์ อนุกรมเลข อนุกรมภาพ การอ่านจับใจความ เป็นต้น

– ด้านจริยธรรมทางการแพทย์ ซึ่งไม่มีสอนในห้องเรียน

– ด้านทักษะการเชื่อมโยง คล้าย ๆ กับการสอบ GAT แต่จะมีความซับซ้อนมากกว่านิดหน่อย

นอกจากนี้ น้อง ๆ ยังจะต้องใช้ผลคะแนนสอบ 9 วิชาสามัญ (ใช้ 7 วิชา) และ O-NET (ใช้ 5 วิชา) อีกด้วย มีรายละเอียดดังนี้

 

ผลคะแนน 9 วิชาสามัญ

โดยใช้ผลคะแนนสอบเพียง 7 วิชาเท่านั้น และสัดส่วนคะแนนที่นำมาใช้คือ 70 % ได้แก่

– วิทยาศาสตร์ (แบ่งออกเป็น 3 วิชา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ): 40%

– คณิตศาสตร์ 1: 20%

– ภาษาไทย: 10%

– ภาษาอังกฤษ: 20%

– สังคมศึกษาและวัฒธรรม: 10%

ผลคะแนน O-NET

โดยใช้ผลคะแนนสอบ O-NET 5 วิชา และจะต้องทำคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 จึงจะผ่านเกณฑ์การพิจารณา วิชาที่ใช้ผลคะแนน ได้แก่

– วิทยาศาสตร์

– คณิตศาสตร์

– ภาษาอังกฤษ

– ภาษาไทย

– สังคมศึกษาและวัฒธรรม

 เลือกสอบเทียบวุฒิ GED

สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ไม่ได้เรียนจบสายวิทย์-คณิต แต่อยากเรียนต่อแพทย์ แต่ทั้งนี้ก็ไม่อยากเรียนต่อแพทย์ที่ไทย ก็สามารถเลือกสอบเทียบวุฒิการศึกษา GED (General Educational Development) ได้ เพื่อไปเรียนต่อด้านแพทย์ในต่างประเทศ

——————————————————————-

ขอบคุณข้อมูลจาก : ThaiPBS, Workpoint,Campus Star

 

พร้อมสอบทุกสนาม TCAS 63 กับสุดยอดคอร์สแนะนำทำคะแนน
9 วิชาสามัญ ,GAT, O-NET ทางรอดของ DEK 63