Super 10 กับ “ความเก่ง” ในแบบของ “เด็ก 10 ขวบ”

ถ้ามีโอกาสได้ชมรายการเกี่ยวกับเด็กอย่าง Super 10 กันมาบ้าง ก็น่าจะคุ้นตากับความสามารถและอัจฉริยภาพของเด็ก ๆ ที่มาร่วมรายการในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหากตัดความดราม่าและวาไรตี้อันเป็นพื้นฐานของรายการโทรทัศน์ยุคปัจจุบันออกไป แก่นที่เหลืออยู่คือ “ความเก่ง” ของเด็กแต่ละคนที่บ้างเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด บ้างก็ต้องผ่านการปลุกปั้นจนได้ผลลัพธ์ที่น่าชื่นชมและสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้ในเสี้ยววินาทีจากหลากหลายทาเลนต์ที่ยิ่งฝึกให้เชี่ยวชาญก็จะสามารถประสบผลสำเร็จได้ในอนาคต เช่น เตะบอลชนคาน วิ่งมาราธอน ปรุงอาหาร หรือจากหลากหลายกิจกรรมที่แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังไม่อาจทำได้ เช่น ร้อยมาลัย ปั้นดิน วาดรูป หรือแม้กระทั่งความหลงใหลที่ทำให้สิ่งเล็ก ๆ กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เช่น ความชอบในรถเมล์ไทยจนจำสายรถเมล์ได้ทั้งหมด หรือความสนใจในกลไกของนาฬิกาจนสามารถซ่อมนาฬิการุ่นหายากที่กลไกซับซ้อนได้ ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่าเด็กอายุ 10 ขวบต้องเก่งขนาดไหน แล้วถ้าลูกบ้านเราเกิดมาไม่เก่งอะไรสักอย่าง จะเป็นอย่างไร

10 ขวบ เป็นช่วงวัยที่เตรียมเข้าสู่วัยรุ่น สมองกำลังพัฒนาเต็มที่ในด้านการเรียน การหาเหตุผล มีทักษะความคิดและการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองอย่างที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว ในวัยนี้จะเลิกทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่น และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ผู้ปกครองจึงสามารถเสริมแรงบวกได้ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำ สร้างเงื่อนไขที่ยอมรับได้เพื่อแลกกับรางวัลจูงใจ รวมไปถึงการพูดคุยอย่างมีเหตุผลเพื่อสร้างชุดความคิดที่มีตรรกะ เตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ใหญ่

เก่ง เพราะรับผิดชอบหน้าที่ได้เอง ในวัยนี้ ผู้ใหญ่สามารถมอบหมายงานให้ทำแล้วไม่ต้องเฝ้าดูหรือจับตามองเพื่อควบคุมให้ทำหน้าที่นั้น ๆ เช่น งานบ้านที่ไม่อันตราย การรับผิดชอบทำการบ้านเอง การอาบน้ำ กินข้าว แต่งตัว เข้านอน อย่างตรงเวลา

เก่ง เพราะมีความอดทนต่อกฎ ระเบียบ วินัย ในวัยนี้ สามารถทำตามกฎ ระเบียบ และมีวินัยในตัวเอง ซึ่งบางครั้งแม้ไม่อยากทำก็มีเหตุผลและมีความอดทนที่จะทำต่อไปจนสำเร็จ เช่น การตื่นเช้า การออกกำลังกายตามตาราง หรือกระทั่งการไม่กินขนมนอกเหนือเวลาที่ตกลงกันไว้

เก่ง เพราะลงมือทำได้อย่างต่อเนื่อง ในวัยนี้ จะสามารถค้นพบความชอบ ความสนใจ หรืออะไรบางอย่างที่อยากทำ ซึ่งสามารถใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ได้อย่างยางนานและสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป เล่นดนตรี โดยเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเก่งก็ได้

สุดท้าย ความจริงที่ว่า เด็กแต่ละคนมีความเฉพาะและความเป็นตัวของตัวเอง คือหลักยึดที่ผู้ปกครองควรเกาะเกี่ยวไว้ เพื่อไม่ให้ไหวเอนตามกระแสแล้วผลักภาระและความกดดันมาไว้ที่ลูกเพื่อให้ลูกต้อง “เก่ง” ในอะไรสักอย่าง และอย่าลืมว่าความสามารถ ความฝัน และความเก่ง จะไม่สามารถผลิดอก ออกผลได้เลย หากขาดการสนับสนุนและพื้นที่ในการแสดงออกจากผู้ใหญ่ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวันนี้ อาจกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และผลงานชิ้นสำคัญของมวลมนุษยชาติในอนาคตก็ได้ ดังนั้น นอกจากการสนับสนุนในเชิงบวก การไม่กดดัน และการไม่ตัดสินแล้ว การเตรียมความพร้อมในพื้นฐานของการใช้ชีวิตและการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่สามารถทำได้อย่างเต็มความสามารถ เพื่อเป็นวัตถุดิบติดตัวไว้ใช้ในการลงมือทำอะไรสักอย่าง แล้วในที่สุด “เด็ก” จะ “เก่ง” ในแบบของตัวเองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

———————————————————

 

LINE it!

Comment