“Phobia” 5 โรคน่ากลัว ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีในโลก!

EyWwB5WU57MYnKOuXq6murV2mcR1HqgJozYRvu7eLkt9K8wc4Kudx2

เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงจะเคยเห็นคำว่า Phobia ที่มีความหมายว่า โรคกลัว… ซึ่งเอาไว้ต่อท้ายคำแปลกต่างๆ แล้วทำให้เกิดศัพท์ใหม่ ที่บางทีดูจะน่ากลัวกว่าโรคร้ายอีกนะคะ แต่จริงๆ แล้ว การเรียนรู้คำศัพท์จากชื่อโรค เป็นวิธีการเรียนรู้รากศัพท์ที่สนุกสนานสุดๆ แบบนึง ที่น้องๆ ในห้องเรียนแนนโปรดปรานมาก เพราะความแปลกนี้เองค่ะ ที่ทำให้จำรากศัพท์ได้จริง

เราไปรู้จัก 5 “Phobia” ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีในโลก แต่ถ้ารู้จักแล้วช่วยเดาศัพท์ได้เพียบกันดูนะคะ

Isolophobia – โรคกลัวการอยู่ตามลำพัง
คุ้นๆ คำนี้ไหมคะ Isolate (adj.) โดดเดี่ยว หรือ Solo (v.) ทำเพียงคนเดียว

Kinetophobia หรือ Kinesophobia – โรคกลัวการเคลื่อนไหว
ไม่แน่ใจว่าคล้ายๆ ขี้เกียจ หรือเปล่านะคะ คำนี้มาจากศัพท์คำว่า Kinetic (adj.) เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เด็ก
สายวิทย์ต้องเคยเห็นคำนี้ Kinetics (n.) จลนศาสตร์

Nostophobia – โรคกลัวการกลับบ้าน
เอ่อ…สามีใครเป็นโรคนี้กันบ้างคะ แต่ถ้าเจอคำนี้ Nostalgia จะแปลว่า โรคคิดถึงบ้าน ความอาลัยอาวรณ์คิดถึงอดีต

Maniaphobia – โรคกลัวความบ้าคลั่ง จริงๆ แนนว่าเป็นใครก็กลัวนะคะ ^^
คำว่า Mania แปลว่า ความคลั่งไคล้ ใช้แบบเดียวกับ Phobia เป๊ะเลย คือ ต่อท้ายคำใด แปลว่า คลั่งไคล้สิ่งนั้น เช่น Egomania (n.) ความคลั่งไคล้ตัวเอง หรือ เห็นแก่ตัวอย่างรุนแรง, Anglomania (n.) ความคลั่งไคล้ความเป็นอังกฤษ
ถ้าเปลี่ยนเป็น Mania เป็น Maniac จะแปลว่า คนบ้า แต่ถ้า Phobia เปลี่ยนเป็น phobian จะแปลว่า คนที่เป็นโรคกลัว…

NjpUs24nCQKx5e1D68cuFBgmITGVFamvsYPTzfGzUor

ทิ้งท้ายกับโรคที่น่ากลัว พอๆ กับชื่อโรคค่ะ
Hippopotomonstrosesquipedaliophobia – โรคกลัวคำยาวๆ
ซึ่งใครเป็นโรคนี้คงไม่กล้าอ่านชื่อโรคตัวเองแน่ๆ ค่ะ แต่คำนี้ไม่ใช่คำที่ยาวที่สุดในภาษาอังกฤษหรอกนะคะ

คำที่ยาวที่สุดมันก็น่ากลัวจริงๆ นะคะ เพราะถ้าจะเขียนคำที่ยาวที่สุดในภาษาอังกฤษลงบทความนี้คงต้องใช้เกือบ 4 หน้ากระดาษ ด้วยมีความยาวถึง 189,819 ตัวอักษร และมีคนที่พยายามอ่านคำนี้ออกเสียงแล้ว ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง โดยคำนี้เป็นชื่อของโปรตีนตัวหนึ่งที่มีชื่อเล่นๆ ว่า “Titin” ถ้าคุณผู้อ่านมีเวลาว่างสัก 3 ชั่วโมง ลองเข้าไปฝึกอ่านตามกันดูที่ลิงค์ด้านล่างนะคะ

 

ขอบคุณภาพจาก – facebook/GOTHAM

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan 
www.twitter.com/krupnan
IG : krupnan
www.enconcept.com

“I’m Lovin’ It!” เรียนภาษาอังกฤษจากสื่อ

EyWwB5WU57MYnKOuXufwQdhV5wHKDQPFgwkifpHTg6FhGBRH3ySKI0

Grammar Guru หรือ ผู้รู้ไวยากรณ์ คงอดรนทนไม่ได้ที่เห็นครูพี่แนนเขียนประโยคนี้เป็นหัวข้อบทความสอนภาษาอังกฤษ ครูสอนภาษาอังกฤษสอนผิดๆ ได้ยังไง!

หลักไวยากรณ์เบื้องหลังเรื่องนี้ คือ Stative verb หรือ กริยาบอกสภาพ อีกชื่อหนึ่งของมัน คือSimple verb ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกริยาที่ Simple จึงมักใช้ Simple tense เช่น Present simple tense หรือ Past simple tense ไม่สามารถใช้ Continuous verb หรือ กริยาต่อเนื่อง ต่างจาก Action verb หรือ กริยาที่แสดงการกระทำ ที่จะใช้โครงสร้าง Continuous Tense กับ Simple verb ได้ เช่น

Feeling อารมณ์ เช่น love รัก, hate เกลียด, want ต้องการ
Sense สัมผัส ความรู้สึก เช่น appear ปรากฏ, feel รู้สึก, taste มีรสชาติ…
Thinking ความคิด เช่น believe เชื่อว่า, know รู้ว่า, remember จำได้ว่า
Other states บอกสภาพอื่นๆ เช่น belong เป็นของ, own เป็นเจ้าของ, involve มีส่วนร่วม

หลักการเรื่องนี้จำง่ายๆ คือ “อารมณ์ชั่ววูบ เกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป เป็นของใครไม่ได้นาน” เมื่อต่อเนื่องไปได้ไม่นานก็เลยเป็น Continuous tense ไม่ได้นั่นเอง แถนิดแถหน่อยแต่จำแม่นนักเชียวนะคะ

แต่เชื่อแน่ว่าคุณผู้อ่านต้องเคยเห็นสโลแกนนี้เป็นแน่แท้ “I’m lovin’ it.” (lovin’ ย่อมาจาก loving) ฉันกำลังรักมันอยู่ ซึ่งการใช้ลักษณะนี้ เป็นการใช้ใน ภาษาพูด หรือ ภาษาสื่อโฆษณา ที่ดัดแปลงให้แตกต่างจากข้อยกเว้น เพื่อเน้นว่า กำลังรักสิ่งที่กินอยู่ ณ ขณะนี้ ในร้านนี้ เวลานี้เท่านั้น จะได้โดนใจผู้พบเห็น จริงๆ แล้ว ถ้าจะบอกว่า รักมากเลย หรือ รักจริงๆ นะ จะใช้ I do love it. โดยเติม to do หน้า กริยาไม่ผันรูปเข้าไป จะเป็นการเน้นย้ำในภาษาเขียนมากกว่า

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่า คุณผู้อ่านหลายคนฟังเค้าเล่า ต่อๆ กันมาว่า ควรฝึกภาษาอังกฤษง่ายๆ จากสื่อรอบตัว แต่คำแนะนำของแนน คือ ฝึกได้แต่ต้องเลือกสื่อกันเสียหน่อยนะคะ

NjpUs24nCQKx5e1D7Igk9bmtYFQd7l0o8aVKqCzO8df

 

Beginner หรือ ผู้เริ่มต้น แนนแนะนำว่าควรเริ่มจากหนังสืออ่านนอกเวลาของฝรั่ง เค้าจะมีกำกับช่วงอายุของผู้อ่าน โดยศัพท์ในหนังสือและความซับซ้อนของโครงสร้างประโยคจะไล่ระดับความยากไปตามวัย แต่ควรนับจากอายุการอยู่ในสังเวียนภาษาอังกฤษของคุณผู้อ่านมากกว่าอายุจริงนะคะ เวลาฝึกจะได้ไม่ท้อค่ะ

Intermediate learner หรือ ผู้เรียนรู้ระดับกลาง ควรเริ่มออกหาประสบการณ์จากหนังสือนิยาย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เพราะฝรั่งจะใช้ภาษาค่อนข้างสวย และร่ำรวยสไตล์ในสื่อเหล่านี้ เริ่มต้นในแวดวงที่คุณผู้อ่านสนใจ และชื่นชอบก่อน เพราะเวลาเจอศัพท์ยากๆ แวะมองหน้าดาราหล่อๆ หรือ นักเตะที่คุณชอบก่อน ก็ยังพอหายเหนื่อย จริงไหมคะ

Advanced learner หรือ ผู้เรียนรู้ระดับสูง แนนจะเริ่มแนะนำให้เรียนรู้ (ลอกเลียน) ผ่านเพลง หนัง หรือว่าสื่อโฆษณา เพราะเริ่มแยกแยะได้แล้วว่าภาษาที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการเป็นอย่างไร และอันไหนภาษาพูด อันไหนภาษาทางการ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณผู้อ่านต้องอดกลั้นไม่ดูหนังฟังเพลงหรอกนะคะ แค่พึงเจริญสติรู้ตัวว่า “Use with care. พึงใช้ (ตาม) อย่างระมัดระวัง” เท่านั้นก็พอค่ะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

ที่มาภาพ – facebook.com/McDonalds

 

#เผือกแป๊บ #grapevine

EyWwB5WU57MYnKOuFtK0upo2PgULUOGjnN5LODATBKI57QsElwJlU5

อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำ แต่เปียกปอนและไปไวไม่ไหลย้อนกลับ โดยเฉพาะในโลก Social network ข่าวมาไว แพร่ไปก็ไว จนเกิด #เผือกแป๊บ กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

ถ้าคิดจะเผือกเรื่องฝรั่งมีศัพท์ควรรู้ คู่ # มาให้ทำความรู้จักกันดูค่ะ

คำว่า เค้าว่ากันว่า หรือ ข่าวลือ นั้น ฝรั่งใช้คำว่า rumor, hearsay แต่ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์สุดๆ ของฝรั่งคือ grapevine มาจากสำนวนเต็มๆ ว่า hear something through the grapevine ได้ยินเรื่องราวผ่านมาทางเถาองุ่น บอกแหล่งที่มาของข่าวไม่ได้อย่างนี้ ก็เรียกว่า ข่าวลือ ทั้งนั้นค่ะ

Gossip ที่เราเห็นคนไทยใช้กันบ่อยๆ ตามสื่อ คำนี้จะแปลว่า นินทา แต่ถ้าหากว่าพูดเรื่องจริง แต่เป็นความลับของคนอื่นที่เผลอปล่อยหลุดออกมา ภาษาอังกฤษใช้ว่า blab out หมายถึง เผยความลับออกมา หรือ ปากสว่าง หรือจะใช้สำนวนว่า Let the cat out of the bag ปล่อยแมวออกมาจากในถุง สร้างสรรค์จริงๆ นะคะสำนวนนี้

NjpUs24nCQKx5e1DISmaarYipmTxInssUkN5LWH3TgF

ส่วนคนที่ชอบ #ปูเสื่อรอเลยครัช #เผือกแป๊บ ตั้งวงนินทาสม่ำเสมอ จะเรียกว่า คนชอบนินทา คนชอบปล่อยข่าวลือ ฝรั่งเค้าจะเรียกว่า gossipmonger หรือ rumormonger มาจากคำว่า monger คนเร่ขายของ หรือจะเรียกว่า busybody ตัวยุ่ง ฟังดูน่ารักนะคะ แต่จริงๆ มาจาก ตัวยุ่งเรื่องชาวบ้าน ค่ะ

อย่างไรก็ดี เวลาในโลกมีแสนจะจำกัด หากใช้ไปกับการขุดคุ้ยค้นหาตัวตนแล้วเลือกเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเองให้มาก เมื่อเทียบกับการขุดคุ้ยเรื่องคนอื่น ที่ต่อให้รู้เรื่องของเขาไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรเขาไม่ได้ การยุ่งเรื่องของตัวเอง Mind your own business! หรือ Mind your business! ดูจะให้ผลคุ้มค่ากว่าเยอะเลยนะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

Pray for Nepal : ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง

EyWwB5WU57MYnKOuFtK0upqC5OQdq3LeVZwmvOiT2XEwc5mmNnQ9t3

#PrayForNepal ขึ้นเต็มหน้า Social Network ไปหมด แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม พักนี้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นทั่วโลกถี่ยิบ และในเวลาที่คนอยู่ห่างไกลทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งแรงใจ คำว่า Pray for ก็จะเป็นสำนวนที่มักนำมาใช้อยู่เสมอ

To pray เป็นกริยาแปลว่า สวดมนต์ อธิษฐาน เมื่อใช้ to pray for someone หรือ something จะแปลว่า อธิษฐาน ขอพรเพื่อใครหรือสิ่งใด แต่ถ้า อธิษฐาน อ้อนวอน ขอพรจากใคร อันนี้เราจะใช้ to pray to เช่น ชาวคริสต์ก็จะ to pray to God ขอพรจากพระเจ้า เป็นต้นค่ะ

คำนี้มีความพิเศษตรงที่ปกติเราท่องกันว่า เติม –er ทำให้เป็นคน แต่ว่า Prayer นอกจากจะแปลว่า ผู้สวดมนต์อธิษฐาน แล้วยังแปลว่า การสวดมนต์ และบทสวดมนต์ ได้อีกด้วยค่ะ และคนที่สวดมนต์เป็นประจำ หรือ เคร่งศาสนา ก็จะใช้คำว่า prayerful เหมือนกับคำว่า religious หรือ pious

NjpUs24nCQKx5e1DISmaarb1px8ZjP8upp1FIpDyJ3p

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่เรามักจะใช้ Pray for สวดมนต์อ้อนวอนให้กับคนที่เป็น เหยื่อ ในเหตุการณ์ ซึ่งคำว่าเหยื่อก็ออกเสียงเหมือน Pray เป๊ะเลย แต่เขียนว่า “Prey” เปลี่ยน a เป็น e โดย Prey จะเป็น “เหยื่อ” ในลักษณะของคนที่โดนโจมตี หรือสัตว์ที่โดนล่า แต่ถ้าเหยื่อหรือผู้เสียหายในภัยพิบัติ หรือแม้แต่ อาชญากรรมจะนิยมใช้คำว่า Victim มากกว่าค่ะ

มีคำกล่าวกันว่า การสวดมนต์อ้อนวอนเป็นสิ่งที่ใช้เมื่อตกเป็นเหยื่อไร้ทางสู้ แต่สำหรับคนที่ยังสู้ได้ ยังมีกำลังใจ กำลังกาย และกำลังสมอง ก็ต้องลงมือลุยกันต่อไป ดังที่ John Wesley แกนนำศาสนาคริสต์นิกายเมธอดิสต์ในศตวรรษที่ 18 กล่าวไว้ว่า “Prayer is where the action is.” คำอธิษฐานอยู่ในการกระทำนั่นเอง เป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านช่วงเวลาร้ายๆ นี้ไปด้วยกันค่ะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

ท่านั่งแบบไทยๆ ภาษาอังกฤษมีไหม

EyWwB5WU57MYnKOuFtHiYIfFlG8iNpCAhpyxB83ry45qsl0QkpQDAC

คำถามต้อนรับเทศกาลแบบไทยๆ ต้องมีคำถามนี้ติดโผมาทุกปี ท่านั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิภาษาอังกฤษเรียกว่าอย่างไร เข้าใจว่าคุณผู้อ่านคงจะเตรียมตัวเผยแพร่ความเป็นไทยไปยังนานาชาติ วันนี้แนนเลยเอาทุกกระบวนท่านั่งมาฝากเลยค่ะ

เริ่มต้นจาก “นั่งพับเพียบ” ท่ายากฝรั่งไม่มีแน่ ดังนั้นก็จะใช้บรรยายท่าเอาว่า to sit on the floor ก็คือ นั่งเรียบไปบนพื้น นั่นเอง นั่งขัดสมาธิ สำหรับฝรั่งจะใช้คำว่า hunker หรือ hunker down มาจากสำนวนเต็มๆ ว่า sit on one’s hunkers นั่งทิ้งน้ำหนักลงบน hunkers หรือ สะโพก หรือจะเป็น sit on one’s haunches ซึ่ง haunches ก็แปลว่า สะโพก หรือ ก้น เช่นกัน

นั่งยองๆ จะบอกให้ฝรั่งเข้าใจท่านี้ จะเรียกว่า sit on the heels หรือ นั่งลงบนส้นเท้า ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า squat ก็ได้ ซึ่ง squat ถ้าเป็นคำคุณศัพท์ ก็จะแปลว่า ม่อต้อ หรือ อ้วนเตี้ย เห็นภาพเลยใช่ไหมล่ะคะ เตี้ยเหมือนนั่งยองๆ ตลอดเวลา ส่วนการ นั่งคุกเข่า จะเรียกว่า sit on the knees หรือ kneel จะแปลว่า คุกเข่า ก็ได้

จะเห็นว่า นั่งบน haunches สะโพก, heels ส้นเท้า หรือ knees หัวเข่า ล้วนเป็นชื่อท่านั่งในแบบที่คล้ายคนไทยนั่งกันเลยใช้มาบรรยายท่านั่งของเรา แต่ระวังอย่าสับสนกับสำนวนเหล่านี้นะคะ

Sit on one’s hands นั่งทับมือ หรือ Sit on one’s arse นั่งทับก้น โดย arse มาจาก ass ก้น สำนวนนี้เป็น Slang แปลว่า อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย

NjpUs24nCQKx5e1DISdH6SGJpyAZpZ98SLJHBVmvjND

นอกจากนี้ จากหนังจีนกำลังภายในที่บอกว่า ถ้าอาจารย์ไม่รับเป็นศิษย์จะนั่งคุกเข่า หรือ sit on the knees ไม่ไปไหน แต่สำหรับฝรั่งแล้ว sit at one’s feet คือ การเป็นลูกศิษย์ หมายถึง นั่งแกะรอยเท้าครู นั่นเอง

รู้ศัพท์ครบทุกท่าขนาดนี้ คงเพียงพอเหมาะสมแก่การออกไปโชว์วัฒนธรรมไทยให้โลกรู้กันแล้วนะคะ แต่ต้องไม่ลืมว่า Action speaks louder than words. การกระทำส่งเสียงดังกว่าคำพูด นอกจากพูดให้ถูก ต้องทำตัวให้ถูกเป็นแบบอย่างให้ชาวต่างชาติด้วยนะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan 
www.enconcept.com

ชวนไปเดินเล่นกัน

EyWwB5WU57MYnKOuFtHiYIgFkmxfa0r8rs5xjEt6LxN1DBviTh9q6I

เดินเล่นชิลๆ ชมดอกไม้ ชมสวนดูจะไม่ใช่วัฒนธรรมของคนไทยเอาเสียเลย ก็บ้านเราแดดเปรี้ยง แถมร้อนตับแลบขนาดนี้ เดินทีตัวจะไหม้เกรียม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทยจะมีแค่คำว่า เดิน และเดินเล่น ในขณะที่วัฒนธรรมแบบตะวันตก มีคำว่า “เดินเล่น” หลากหลายมาก

เริ่มจากสำนวนง่ายที่เราคุ้นเคยและคล้ายคลึงกับบ้านเรา คือ Go for a walk หรือ Take a walk แปลว่า ไปเดินเล่น แต่ถ้าเป็นการนั่งนานๆ แล้วลุกไป เดินเล่นยืดเส้นยืดสาย ภาษาอังกฤษจะใช้สำนวน stretching one’s legs แต่ถ้าจะพูดว่า ออกไปสูดอากาศเสียหน่อย จะใช้ take the air เป็นต้น

ศัพท์ที่แปลว่าว่า “เดินเล่น” โดยตรงเลยบ้านเราไม่ค่อยมีมากนัก แต่สำหรับชาวอังกฤษคำว่าเดินเล่นแต่ละคำที่เลือกใช้ยังให้บรรยากาศและฉากหลังแตกต่างกันไปได้อีกด้วย เช่น

Stroll, Amble จะเป็นการเดินเล่นทั่วไป เช่น การเดินเล่นในสวนสาธารณะ ทางเดินริมทะเล เป็นต้น แต่ถ้าใช้คำว่า Ramble จะให้ภาพของการเดินเล่นในชนบท เดินเลาะป่าดงพงไพร เป็นต้น แต่ถ้าการเดินเล่น ในทางสำหรับเดินเล่นโดยเฉพาะ ทั้งการเดินเล่น และทางสำหรับเดินเล่น เรียกว่า Promenade ส่วนการเดินเล่นแบบเดินไปเรื่อยเปื่อย ชิลๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้ตั้งใจจะเดินเล่นเป็นกิจจะลักษณะด้วยซ้ำ แบบนี้จะใช้คำว่า Wander หรือ Potter

แม้บ้านเราจะเดินน้อย แต่ท่านั่งเราเยอะไม่ว่าจะนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งคุกเข่า ล้วนเป็นคำที่ท่านผู้อ่านและนักเรียนของแนนถามกันบ่อยมาก เพราะเวลาจะสอนเพื่อนฝรั่งให้นั่งในวัด ในบ้านอธิบายท่านั่งกันเมื่อยเลยทีเดียว คราวหน้าเรามาทำความรู้จักท่านั่งอันหลากหลายกันบ้างดีกว่า สัปดาห์นี้ขอไปเดินเล่นตากแอร์ในห้างวัฒนธรรมใหม่ของชาวไทยกันก่อนนะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

Early Bird นกน้อยตื่นนอนแต่เช้า

Early Bird นกน้อยตื่นนอนแต่เช้า

แว่วเสียง “จิ๊บๆ” อยู่ข้างหัวนอนยามเช้า นี่มันช่างน่ารัก หรือน่ารำคาญกันแน่คะ?
ล้อเล่นนะคะ วันนี้แว่วเสียงนกแต่เช้าตรู่เลยทำให้นึกถึงสำนวน
“The early bird catches the worms.” หมายถึง เริ่มต้นก่อนย่อมได้เปรียบ เหมือนนกที่ตื่นเช้ากว่าย่อมได้หนอนไปกินก่อนเพื่อน

จากสำนวนนี้ Early bird จึงถูกนำมาใช้เรียก คนที่ตื่นแต่เช้า หรือคนที่เริ่มต้นก่อนใคร และยังมีสำนวนเปรียบเทียบการตื่นเช้ากับธรรมชาติอีก เช่น rise with the sun ตื่นพร้อมพระอาทิตย์ หรือ rise with the lark ตื่นนอนพร้อมนกลาร์ค (นกชนิดนี้มันน่ารัก สดใสสนุกสนาน คำว่า lark (v., n.) จึงมีความหมายว่า สนุกสนาน กระโดดโลดเต้น ได้ด้วย) ล้วนหมายถึง ตื่นแต่เช้า ทั้งนั้น

ตื่นนอน ในที่นี้ไม่ได้ใช้คำว่า to wake up หรือ to get up ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้คำว่า to rise ได้ด้วยค่ะ และถ้าจะบอกว่า ตื่นมาอย่างสดชื่น ตื่นตัว ก็จะพูดว่า to rise and shine

หรือ to greet the day หรือสแลงแบบเด็กแนวหน่อยก็จะพูดว่า up and at ‘em โดยคาดว่านำมาจากค่ายทหาร เวลาปลุกให้ออกไปลุยแต่เช้าก็จะตะโกนว่า Get up and get at them! ซึ่ง Get at them! ก็คือ ไปเอาชนะ ไปสู้มัน!

การตื่นแต่เช้า เป็นเรื่องที่คนทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งดี เป็นคาถามหาเศรษฐี เพราะเวลามีอยู่เท่ากัน ใครจะใช้มันได้คุ้มค่ากว่า ดังคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดี Benjamin Franklin ที่ว่า

“Early to bed and early to rise makes a man healthy, wealthy and wise.”

การนอนเร็วและตื่นเช้า ทำให้มนุษย์แข็งแรง มั่งคั่ง และฉลาด

เอาล่ะ แก๊งนกน้อย! เรามาสะบัดความง่วงทิ้งไป แล้ว Up and at ‘em กันดีกว่า ลุย!

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

One-size-fits-all ใครๆ ก็ใส่ได้ ใช่ว่าจะใส่สวย

One-size-fits-all

ช่วงนี้นับเป็นข่าวดีที่รัฐบาล รวมทั้งคนจากหลากหลายวงการ เข้ามาพูดถึงการทำระบบการศึกษาไปสู่แบบที่น่าจะเป็นกันมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ในบ้านเราหรอกนะคะ แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างอเมริกา ผู้คนก็หันมาสนใจเรื่องการพัฒนาการศึกษากันมากขึ้น อย่างเช่น Bill Gates เจ้าของบริษัท Microsoft ก็ยังก่อตั้งมูลนิธิเพื่อลงมาดูแลเรื่องนี้ เพราะการศึกษาคือ ความมั่นคงของชาติ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ฝรั่งเค้าถกกันเรื่อง One-size-fits-all Approach และ Tailor-made Approach ซึ่งเป็นคำที่เราน่าจะรู้จักกันไว้นะคะ

คำว่า Approach ในที่นี้เป็นคำนาม แปลว่า วิธีการ คล้ายคำง่ายๆ ที่เราคุ้นๆ อย่าง Method, Procedure หรือแม้แต่ Program ก็ยังพอใช้แทนกันได้

เมื่อ Approach เป็นกริยา จะมีความหมายประมาณว่า เข้าใกล้ แบบทางกายภาพขยับเข้าใกล้อะไรมากขึ้น นอกจากนี้ การเข้าใกล้แบบเชิงความสัมพันธ์ Approach ก็คือ การเข้าไปรู้จัก เข้าไปตีสนิท นั่นเอง ส่วนอีกความหมายหนึ่งพอใช้กับตัวเลข ค่ามาตรฐาน หรือระดับ Approach ก็คือ ขยับเข้าใกล้จน เกือบจะ ใกล้จะ หรือคล้ายจะถึง เช่น

Thai population will approach 100 million by this 10 years.
ประชากรไทยไกล้จะไปถึง 100 ล้านคน ในอีก 10 ปี

ส่วนที่น่าสนใจสุดๆ อยู่ตรงที่ ความแตกต่างของคำว่า One-size-fits-all กับ Tailor-made ก็คือ สองคำนี้มาจากแวดวงอุตสาหกรรมเสื้อผ้า คือ One-size-fits-all ที่บ้านเรา แถมลามไปทั่วเอเชียชอบเรียกทับศัพท์ว่า Free size ซึ่งฝรั่งถึงกับงง เพราะบ้านเค้าไม่เรียกแบบนี้ โดยคำว่า One-size-fits-all นี้ นอกจากแวดวงเสื้อผ้าแล้ว ยังนิยมนำมาใช้กับ Policy นโยบาย หรือ Approach วิธีการ แบบที่เราพูดถึงกันตอนแรก ในความหมายว่า ที่ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกคน (ไม่ได้สนใจความต้องการของใครเป็นพิเศษ) ตรงกันข้ามกับ Tailor-made ก็คือ ถูกทำโดย Tailor ช่างตัดเสื้อผ้า ไม่ใช่จากโรงงาน คือมีการวัดตัว แล้วตัดให้พอดีตัวบุคคล ดังนั้น Tailor-made จึงมีความหมายว่า ที่ออกแบบมาให้เหมาะเฉพาะตัวแต่ละบุคคล ดังนั้น Tailor-made จึงมีนัยว่า ดีกว่า ละเอียดกว่า แต่ทำได้ยากกว่าด้วยเช่นกัน

Tailor-made approach ในแวดวงการศึกษาจึงเป็นความหวังของครูและนักเรียนที่อยากให้ การเรียนการสอนทำให้เด็กฉลาดได้ตามศักยภาพของแต่ละคน ภายใต้เงื่อนไขว่าคนเราเกิดมาล้วนต่างกัน และนั่นคือความท้าทาย ที่ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ภาครัฐ รวมไปถึงคนเก่งๆ ในโลกที่อยากลงมาช่วยกัน ให้การศึกษา approach เข้าใกล้ความเป็น Tailor-made approach ได้ยิ่งขึ้น

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ

Enconcept: English to the MAX

www.facebook.com/krupnan,

www.twitter.com/krupnan

IG: krupnan

www.enconcept.com

Interesting Interest น่าสนใจ

Interesting Intrest น่าสนใจ

เงินทองเป็นเรื่องน่าใส่ใจ ยิ่งใกล้สิ้นปีมาทุกขณะแบบนี้ แต่ละสถาบันการเงินต่างก็ขนโปรโมชั่นยั่วยวนด้วย Interesting interest หรือ ดอกเบี้ยที่น่าสนใจ มากันเป็นแถว แต่แนนไม่ได้มาวิเคราะห์การเงินกันนะคะวันนี้ แต่จะพูดถึงคำง่ายๆ ใกล้ตัวเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่มักสับสนกันค่ะ

เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วว่า Interest เป็นกริยา มักใช้เป็นสำนวน to interest someone หรือ something คือ ทำให้ใครหรืออะไรสนใจ แต่เมื่อใช้เป็นคำคุณศัพท์ Interested กลายเป็น ที่รู้สึกสนใจ แต่ Interesting คือ น่าสนใจ แต่พอเป็นคำนามปุ๊บคำว่า “Interest” ก็ Interesting ขึ้นมาทันที

Interest ที่เติม s นับได้ จะหมายถึง สิ่งที่สนใจหรือชอบทำ เช่น “My interests are soccer, cars, and girls.” สิ่งที่อยู่ในความสนใจของฉันก็คือเรื่องฟุตบอล รถ แล้วก็เรื่องสาวๆ ล่ะ ในขณะที่กลุ่มคนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน ก็ใช้ Interests เติม s เสมอ เช่น “They are the food interests in social network.” พวกเขาคือกลุ่มผู้สนใจเรื่องอาหารในสังคมออนไลน์

Interest ที่ไม่เติม s เพราะนับไม่ได้ มี 3 ความหมาย คือ Interest ที่พูดถึง ความสนใจ ซึ่งเป็นนามธรรมนับมากน้อยไม่ได้อยู่แล้ว เช่น “She looks at him with interest.” เธอมองเขาด้วยความสนอกสนใจ ส่วนอีกความหมายหนึ่ง Interest มันนับไม่ได้ คงเพราะนับไม่หวาดไม่ไหว ก็คือ ดอกเบี้ย อย่างที่เราเห็นในธนาคารบ่อยๆ ว่า Interest rate อัตราดอกเบี้ย นั่นเอง แต่ Interest ในอีกความหมายหนึ่งจะไม่ได้หมายถึง เงินดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่คือ ผลประโยชน์ หรือ ส่วนได้ส่วนเสีย ในรูปแบบใดก็ได้ เช่น “The politician must have no personal interests in any company.” นักการเมืองจะต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวกับบริษัทใดๆ

สิ่งที่ทำให้ Interest น่าสนใจขึ้นไปอีก คือ เวลาที่อ่านข่าวการเงินหรือการบ้านการเมืองคุณผู้อ่านจะมีโอกาสได้เจอคำว่า interest แต่มาในรูปสำนวนต่างๆ ที่เปลี่ยน Preposition หรือบุพบทนิดหน่อย ความหมายก็ต่างกันไปไกล เช่น at interest คือ ที่ดอกเบี้ยในระดับที่จ่ายได้ เช่น “The bank lends us money at interest.” ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้เราในอัตราดอกเบี้ยที่พอจ่ายได้ แต่ถ้าเป็น of interest to someone จะมีความหมายเหมือน interesting เลยค่ะ เช่น “This would be of interest to you. สิ่งนี้น่าจะเป็นที่สนใจสำหรับคุณแน่เลย”.

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

Hot Issue คำเด่นประเด็นร้อน

Hot Issue

ผ่านวัยทำบัตรประชาชนรอบ 2 มาหมาดๆ เลยสังเกตเห็นคำว่า Date of Issue หรือ วันออกบัตร ก็ทำให้นึกถึงความน่าสนใจของคำนี้ เพราะ Issue ที่เราคุ้นเคยว่า เวลาเป็นคำนามมันจะแปลว่า ประเด็น เช่น Hot issue เรื่องเด่นประเด็นร้อน แต่จริงๆ แล้วคำนี้มีความหมายมากมายที่เหมือนจะจำยาก แต่ถ้าเราเข้าใจไปถึงราก คำนี้ก็เข้าใจง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

Issue มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Exitus คุ้นๆ ใช่ไหมคะ เหมือนคำว่า Exit ทางออก คำนี้จึงมีความหมายว่า come out แปลว่า ออกมา ดังนั้น Issue เป็นกริยา จึงหมายถึง ออก (บัตร, ประกาศ, เอกสาร) ซึ่งเป็นการออกอย่างเป็นทางการ เช่น The Prime Minister will issue the statement tonight. ท่านนายกฯ จะออกคำแถลงการณ์คืนนี้

นอกจากนี้ยังหมายถึง ออก (วางจำหน่าย) ก็ยังได้ เช่น

The winter collection will be issued in this December.
สินค้าคอลเลกชั่นนี้จะออกวางขายในเดือนธันวาคมนี้

แจกของออกไป ไม่ต้องออกวางขายก็ใช้ได้ มีความหมายเหมือนคำว่า Distribute จ่ายแจกออกไป เช่น

Everyone was issued with a gas mask.
ทุกคนได้รับแจกหน้ากากป้องกันแก๊ส

สิ่งที่ come out ออกมาได้ นอกจากเป็นสิ่งของแล้ว กลิ่น น้ำ หรือก๊าซ ก็ใช้ Issue ในความหมายว่า ไหลออก ออกมา เหมือน flow out ก็ยังได้ เช่น

That bad smell was issued from a nearby house.
กลิ่นเหม็นๆ นั่นออกมาจากข้างบ้าน

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ issue ออกมาได้ จากการลงมือกระทำก็คือ ผลลัพธ์ Issue จึงมีอีกความหมายหนึ่งว่า เป็นผลมาจาก ได้รับมาจาก เหมือน result from เช่น

There are two results issued from the research.
มีผลลัพธ์ 2 อย่างที่เป็นผลที่ได้มาจากการทดลองนี้

จากคำว่า Issue บนบัตรประชาชน สอนให้รู้ว่าการเรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษ อย่าเปิดพจนานุกรมไทยแล้วท่องเอาท่องเอา แต่ควรเข้าใจไปถึงราก มองให้เห็นภาพว่า Issue คือ Come out แล้วนำไปปรับใช้ให้ความหมายเข้ากับบริบท
ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com