“Phobia” 5 โรคน่ากลัว ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีในโลก!

EyWwB5WU57MYnKOuXq6murV2mcR1HqgJozYRvu7eLkt9K8wc4Kudx2

เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงจะเคยเห็นคำว่า Phobia ที่มีความหมายว่า โรคกลัว… ซึ่งเอาไว้ต่อท้ายคำแปลกต่างๆ แล้วทำให้เกิดศัพท์ใหม่ ที่บางทีดูจะน่ากลัวกว่าโรคร้ายอีกนะคะ แต่จริงๆ แล้ว การเรียนรู้คำศัพท์จากชื่อโรค เป็นวิธีการเรียนรู้รากศัพท์ที่สนุกสนานสุดๆ แบบนึง ที่น้องๆ ในห้องเรียนแนนโปรดปรานมาก เพราะความแปลกนี้เองค่ะ ที่ทำให้จำรากศัพท์ได้จริง

เราไปรู้จัก 5 “Phobia” ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีในโลก แต่ถ้ารู้จักแล้วช่วยเดาศัพท์ได้เพียบกันดูนะคะ

Isolophobia – โรคกลัวการอยู่ตามลำพัง
คุ้นๆ คำนี้ไหมคะ Isolate (adj.) โดดเดี่ยว หรือ Solo (v.) ทำเพียงคนเดียว

Kinetophobia หรือ Kinesophobia – โรคกลัวการเคลื่อนไหว
ไม่แน่ใจว่าคล้ายๆ ขี้เกียจ หรือเปล่านะคะ คำนี้มาจากศัพท์คำว่า Kinetic (adj.) เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เด็ก
สายวิทย์ต้องเคยเห็นคำนี้ Kinetics (n.) จลนศาสตร์

Nostophobia – โรคกลัวการกลับบ้าน
เอ่อ…สามีใครเป็นโรคนี้กันบ้างคะ แต่ถ้าเจอคำนี้ Nostalgia จะแปลว่า โรคคิดถึงบ้าน ความอาลัยอาวรณ์คิดถึงอดีต

Maniaphobia – โรคกลัวความบ้าคลั่ง จริงๆ แนนว่าเป็นใครก็กลัวนะคะ ^^
คำว่า Mania แปลว่า ความคลั่งไคล้ ใช้แบบเดียวกับ Phobia เป๊ะเลย คือ ต่อท้ายคำใด แปลว่า คลั่งไคล้สิ่งนั้น เช่น Egomania (n.) ความคลั่งไคล้ตัวเอง หรือ เห็นแก่ตัวอย่างรุนแรง, Anglomania (n.) ความคลั่งไคล้ความเป็นอังกฤษ
ถ้าเปลี่ยนเป็น Mania เป็น Maniac จะแปลว่า คนบ้า แต่ถ้า Phobia เปลี่ยนเป็น phobian จะแปลว่า คนที่เป็นโรคกลัว…

NjpUs24nCQKx5e1D68cuFBgmITGVFamvsYPTzfGzUor

ทิ้งท้ายกับโรคที่น่ากลัว พอๆ กับชื่อโรคค่ะ
Hippopotomonstrosesquipedaliophobia – โรคกลัวคำยาวๆ
ซึ่งใครเป็นโรคนี้คงไม่กล้าอ่านชื่อโรคตัวเองแน่ๆ ค่ะ แต่คำนี้ไม่ใช่คำที่ยาวที่สุดในภาษาอังกฤษหรอกนะคะ

คำที่ยาวที่สุดมันก็น่ากลัวจริงๆ นะคะ เพราะถ้าจะเขียนคำที่ยาวที่สุดในภาษาอังกฤษลงบทความนี้คงต้องใช้เกือบ 4 หน้ากระดาษ ด้วยมีความยาวถึง 189,819 ตัวอักษร และมีคนที่พยายามอ่านคำนี้ออกเสียงแล้ว ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง โดยคำนี้เป็นชื่อของโปรตีนตัวหนึ่งที่มีชื่อเล่นๆ ว่า “Titin” ถ้าคุณผู้อ่านมีเวลาว่างสัก 3 ชั่วโมง ลองเข้าไปฝึกอ่านตามกันดูที่ลิงค์ด้านล่างนะคะ

 

ขอบคุณภาพจาก – facebook/GOTHAM

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan 
www.twitter.com/krupnan
IG : krupnan
www.enconcept.com

“I’m Lovin’ It!” เรียนภาษาอังกฤษจากสื่อ

EyWwB5WU57MYnKOuXufwQdhV5wHKDQPFgwkifpHTg6FhGBRH3ySKI0

Grammar Guru หรือ ผู้รู้ไวยากรณ์ คงอดรนทนไม่ได้ที่เห็นครูพี่แนนเขียนประโยคนี้เป็นหัวข้อบทความสอนภาษาอังกฤษ ครูสอนภาษาอังกฤษสอนผิดๆ ได้ยังไง!

หลักไวยากรณ์เบื้องหลังเรื่องนี้ คือ Stative verb หรือ กริยาบอกสภาพ อีกชื่อหนึ่งของมัน คือSimple verb ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกริยาที่ Simple จึงมักใช้ Simple tense เช่น Present simple tense หรือ Past simple tense ไม่สามารถใช้ Continuous verb หรือ กริยาต่อเนื่อง ต่างจาก Action verb หรือ กริยาที่แสดงการกระทำ ที่จะใช้โครงสร้าง Continuous Tense กับ Simple verb ได้ เช่น

Feeling อารมณ์ เช่น love รัก, hate เกลียด, want ต้องการ
Sense สัมผัส ความรู้สึก เช่น appear ปรากฏ, feel รู้สึก, taste มีรสชาติ…
Thinking ความคิด เช่น believe เชื่อว่า, know รู้ว่า, remember จำได้ว่า
Other states บอกสภาพอื่นๆ เช่น belong เป็นของ, own เป็นเจ้าของ, involve มีส่วนร่วม

หลักการเรื่องนี้จำง่ายๆ คือ “อารมณ์ชั่ววูบ เกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป เป็นของใครไม่ได้นาน” เมื่อต่อเนื่องไปได้ไม่นานก็เลยเป็น Continuous tense ไม่ได้นั่นเอง แถนิดแถหน่อยแต่จำแม่นนักเชียวนะคะ

แต่เชื่อแน่ว่าคุณผู้อ่านต้องเคยเห็นสโลแกนนี้เป็นแน่แท้ “I’m lovin’ it.” (lovin’ ย่อมาจาก loving) ฉันกำลังรักมันอยู่ ซึ่งการใช้ลักษณะนี้ เป็นการใช้ใน ภาษาพูด หรือ ภาษาสื่อโฆษณา ที่ดัดแปลงให้แตกต่างจากข้อยกเว้น เพื่อเน้นว่า กำลังรักสิ่งที่กินอยู่ ณ ขณะนี้ ในร้านนี้ เวลานี้เท่านั้น จะได้โดนใจผู้พบเห็น จริงๆ แล้ว ถ้าจะบอกว่า รักมากเลย หรือ รักจริงๆ นะ จะใช้ I do love it. โดยเติม to do หน้า กริยาไม่ผันรูปเข้าไป จะเป็นการเน้นย้ำในภาษาเขียนมากกว่า

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่า คุณผู้อ่านหลายคนฟังเค้าเล่า ต่อๆ กันมาว่า ควรฝึกภาษาอังกฤษง่ายๆ จากสื่อรอบตัว แต่คำแนะนำของแนน คือ ฝึกได้แต่ต้องเลือกสื่อกันเสียหน่อยนะคะ

NjpUs24nCQKx5e1D7Igk9bmtYFQd7l0o8aVKqCzO8df

 

Beginner หรือ ผู้เริ่มต้น แนนแนะนำว่าควรเริ่มจากหนังสืออ่านนอกเวลาของฝรั่ง เค้าจะมีกำกับช่วงอายุของผู้อ่าน โดยศัพท์ในหนังสือและความซับซ้อนของโครงสร้างประโยคจะไล่ระดับความยากไปตามวัย แต่ควรนับจากอายุการอยู่ในสังเวียนภาษาอังกฤษของคุณผู้อ่านมากกว่าอายุจริงนะคะ เวลาฝึกจะได้ไม่ท้อค่ะ

Intermediate learner หรือ ผู้เรียนรู้ระดับกลาง ควรเริ่มออกหาประสบการณ์จากหนังสือนิยาย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เพราะฝรั่งจะใช้ภาษาค่อนข้างสวย และร่ำรวยสไตล์ในสื่อเหล่านี้ เริ่มต้นในแวดวงที่คุณผู้อ่านสนใจ และชื่นชอบก่อน เพราะเวลาเจอศัพท์ยากๆ แวะมองหน้าดาราหล่อๆ หรือ นักเตะที่คุณชอบก่อน ก็ยังพอหายเหนื่อย จริงไหมคะ

Advanced learner หรือ ผู้เรียนรู้ระดับสูง แนนจะเริ่มแนะนำให้เรียนรู้ (ลอกเลียน) ผ่านเพลง หนัง หรือว่าสื่อโฆษณา เพราะเริ่มแยกแยะได้แล้วว่าภาษาที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการเป็นอย่างไร และอันไหนภาษาพูด อันไหนภาษาทางการ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณผู้อ่านต้องอดกลั้นไม่ดูหนังฟังเพลงหรอกนะคะ แค่พึงเจริญสติรู้ตัวว่า “Use with care. พึงใช้ (ตาม) อย่างระมัดระวัง” เท่านั้นก็พอค่ะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

ที่มาภาพ – facebook.com/McDonalds

 

Read My Lips ดูปากอริสรานะคะ ^^

EyWwB5WU57MYnKOuXuT0j9IEuOeQjRc4LTF3f6MirLXbG95eR7YnAt

ช่วงนี้น้องๆ นักเรียนของแนนกำลังอ่านหนังสือหนักมากเพราะใกล้สอบปลายภาคเข้ามาทุกขณะจิต ดังนั้นวันนี้มาเรียนรู้ศัพท์เกี่ยวกับกริยา “to read” กันดีกว่าค่ะ

To read หมายถึง อ่าน ซึ่งนอกจาก to read the books อ่านหนังสือแล้ว ยังใช้กับ to read a map อ่านแผนที่ ซึ่งคนไทยนิยมพูดว่า ดูแผนที่ จึงมักใช้ภาษาอังกฤษผิดๆ เป็น look หรือ watch a map ฝรั่งไม่นิยมใช้กันนะคะ หรืออย่างประโยคเด็ดคุ้นหู “ดูปากอริสรานะคะ” เพื่อย้ำว่า ตรงนี้สำคัญนะ ตั้งใจฟังให้ดี ก็มาจากสำนวนที่ฝรั่งนิยมพูดว่า “Read my lips!” ดังนั้นการดูแบบลงรายละเอียด ตั้งใจดูฝรั่งเค้าจะใช้ read มากกว่า look หรือ watch ค่ะ

การใช้ to read อีกแบบที่คนไทยจะไม่ค่อยชิน คือฝรั่งจะใช้ to read ตามด้วย ข้อความขยาย เพื่อบอกว่า sign ป้าย, text ข้อความ ฯลฯ เขียนหรือบอกไว้ว่าอะไร (ฝรั่งจะใช้อ่านได้ว่าอะไร) เช่น

The sign reads “no entry.” ป้ายนี้บอกไว้ว่า “ห้ามเข้า”

ในบางครั้ง ฝรั่งเขาก็ใช้คำว่า to read คล้ายคนไทยเหมือนกันนะคะ เช่น ฉันอ่านนายขาดเลย อ่าน ในที่นี้จะหมายถึง เข้าใจ รู้จักดี ฝรั่งจะใช้สำนวน to read someone like a book เช่น

I can read you like a book. You don’t have to say anything.
ฉันอ่านนายออกอย่างกับหนังสือ นายไม่ต้องพูดอะไรหรอก

และเป็นที่มาของสำนวน “Do you read me?” เค้าไม่ได้ถามว่า คุณอ่านฉันออกไหม แต่หมายถึง คุณเข้าใจฉันหรือเปล่า? เหมือน Do you understand me? นั่นเอง

ในเวลาที่ต้องอ่านหนังสือหนักหน่วงเช่นนี้ นอกจากจะพูดว่า to read the books อ่านหนังสือ ซึ่งแสนจะธรรมดาราบเรียบแล้ว เราสามารถใช้สำนวนอื่นๆ ให้การอ่านเก๋ขึ้นได้อีก เช่น

To hit the books สำนวนนี้จะเน้นว่า อ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ เหมือน to study

To have one’s nose in a book จะหมายถึง (ก้มหน้าก้มตา) อ่านหนังสือ

To flick through a book จะเป็นการอ่านแบบ พลิกอ่านผ่านๆ ตา

NjpUs24nCQKx5e1D7H86ZOzcaY4hojbUazjHtVssBPU

สุดท้ายนี้ขอส่งความปรารถนาดีแด่ทุกคนที่กำลัง hitting the books อ่านหนังสือสอบอย่างหนัก หรือ was hit by the books โดนหนังสือโจมตีอย่างหนักหน่วงอยู่ก็ตามผ่านข้อความนี้

“The book you don’t read won’t help.” Jim Rohn
หนังสือที่คุณไม่ได้อ่านย่อมไม่ช่วยอะไร
ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan ,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

พี่แนนเป็นคนตลก Fun vs. Funny?

EyWwB5WU57MYnKOuXuYjZasmUZ2f1rd4ZKJGUafu4ygjNfrpGIOYsQ

ประเทศไทยสยามเมืองยิ้ม ไม่ว่าเหตุด่วนเหตุร้ายอะไรเราก็ยังมีกะจิตกะใจจะ #ขำหนักมาก แม้แต่กับท่านผู้นำที่เคารพก็ยังไม่เว้น เลยมีน้องๆ ถามพี่แนนเข้ามาว่า ถ้าจะบอกว่า #นายกฯเป็นคนตลก ภาษาอังกฤษใช้ Fun หรือ Funny ดี?

เอาเป็นว่าพี่แนนขออธิบายตามหลักวิชาการให้ไปเลือกใช้กันดูนะคะ

Fun เป็นได้ทั้ง Noun คำนาม แปลว่า ความสนุกสนาน และ Adjective คำคุณศัพท์ ซึ่งมักจะใช้ในภาษาพูด ไม่เป็นทางการ มีความหมายว่า สนุกสนาน ถ้าใช้อธิบายคน ก็จะหมายถึง คนที่อยู่ด้วยแล้วทำให้รู้สึกอารมณ์ดี

Funny เป็น คำคุณศัพท์ หมายถึง น่าขัน ชวนหัว เหมือนคำว่า Humorous ประมาณว่าเป็นสิ่งที่ทำให้น่าหัวเราะเยาะ มีความหมายค่อนข้างไปทางลบ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับคน จะเป็นคนตลกแบบไม่ค่อยน่านับถือสักเท่าไร ดังนั้นคำว่า Funnyfarm จึงเป็น Slang ที่ใช้เรียก โรงพยาบาลบ้า นั่นเอง

NjpUs24nCQKx5e1D7IMQcEdDrmCGaEoJ5WXafk8z2xL

อีกสำนวนที่ต้องระวังการใช้ คือ make fun of someone ไม่เหมือน make someone fun นะคะ

เช่น

He makes me fun. เขาทำให้ฉันรู้สึกสนุกสนาน

He makes fun of me. เขาทำให้ฉันเป็นตัวตลก

ดังนั้นสำนวน make fun of someone จึงแปลว่า แกล้งให้คนอื่นเป็นตัวตลก ทำให้คนอื่นโดนหัวเราะเยาะ ซึ่งไม่ใช่นิสัยที่ดีเลยนะคะ

NjpUs24nCQKx5e1D7IMQcEdDrmCGaEmhsKtCmgzxh6s

จริงๆ แล้วถ้าเราจะบอกว่า ใครเป็นคนตลกในเชิงของเป็นคนอารมณ์ดี “มีอารมณ์ขัน” จะใช้สำนวนto have a sense of humor ซึ่งเป็นความหมายเชิงบวก

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงได้คำตอบแล้วว่า #นายกฯเป็นคนตลก ควรจะใช้ Our Prime Minister has a sense of humor. เพราะท่านมากับนโยบาย “คืนความสุข” อย่างไรละคะ ^_^
ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX

www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

24/7

EyWwB5WU57MYnKOuXxwATiXClZJUiV7ya3Al31DX6miS1HBNH6euiD

Time flies! เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว แต่เหมือนมีอะไรมากมายยังไม่ได้ทำ ถ้าสามารถเปิดทำการหรือทำงานได้ตลอดเวลาเหมือนร้านสะดวกซื้อบ้านเราก็คงดี

ชื่อร้านสะดวกซื้อชื่อดังก็ล้อมาจาก Adverb of time หรือ กริยาวิเศษณ์บอกเวลา อย่าง 24/7 (Twenty–four seven) ที่แปลว่า Twenty-four hours a day, seven days a week หรือ ทุกวันทุกเวลา คล้ายกับ All the time ตลอดเวลา นั่นเอง

NjpUs24nCQKx5e1D7RtDpkFVh53S7tfuvVwHGap61WU

กริยาวิเศษณ์บอกเวลาหลายตัวที่หน้าตาใกล้เคียงกันมาก แต่ความหมายกลับต่างกันลิบลับ จากประสบการณ์ตรวจงานเขียนของน้องๆ ทำให้แนนพบว่าเรื่องนี้เป็นจุดที่คนพลาดกันบ่อย คำแนะนำ คือลองสร้างประโยคตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้เห็นภาพเพื่อช่วยจำ ลองดูตัวอย่างนะคะ

At a time: ทีละ, คราวละ

Don’t try to do two things at a time!

อย่าพยายามทำอะไรทีละ 2 อย่าง (พร้อมๆ กัน)

He climbed the stairs two at a time.

เขาปีนขึ้นบันไดทีละ 2 ขั้น

At one time: ครั้งหนึ่ง (ในอดีต) หรือ Once คล้ายกับ Once upon a time กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งในที่นี้ เน้นว่าเคยเกิดขึ้นในอดีตมาก่อน แต่ไม่ระบุเวลาที่เกิดชัดเจน

I was beautiful at one time.

ครั้งหนึ่งฉันก็เคยเป็นคนสวยนะ

At times: บางครั้งบางคราว เหมือน sometimes, from time to time หรือ now and then โดยมีความหมายโดยนัยว่า ในบางโอกาส เหมือน on occasions หรือ occasionally ด้วย เช่น

My wife is at times cruel.

ในบางโอกาสภรรยาของผมก็โหดร้ายอยู่บ้าง

ความรู้เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ซ่อนอยู่ 24/7 (Twenty-four Seven) ทุกวันทุกเวลา รอให้คุณผู้อ่านสะสมเพิ่มเติม แม้เพียงทีละเล็กทีละน้อย แต่ทุกคนเก่งภาษาอังกฤษขึ้นได้แน่นอนค่ะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan ,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

Relics & Lyrics

EyWwB5WU57MYnKOuXxwATnuTeCfhjhmapNXpMDlSYuk85gFJyUgn3p

ข่าวการมรณภาพต่อเนื่องของครูบาอาจารย์ชื่อดังหลายท่านทำให้แนนนึกถึงคำศัพท์ที่มักสร้างความสับสน ยิ่งถ้าใครออกเสียงเพี้ยนระหว่างตัว R, L เพียงนิดเดียวก็จะทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องเลย นั่นก็คือคำว่า Relics อัฐิ และ Lyrics เนื้อเพลง ซึ่งนอกจากการออกเสียงคล้ายกันจะทำให้สับสนแล้ว การใช้งานก็มีข้อควรรู้ที่น่าสนใจเยอะเลยค่ะ

เริ่มจาก Relic ที่เห็นได้บ่อยๆ จะมีความหมายว่า อัฐิ เช่น The relics of Lord Buddha ก็คือ พระบรมสารีริกธาตุ หรือ อัฐิของพระพุทธเจ้านั่นเอง ซึ่ง Relic ในความหมายนี้จะใช้กับ อัฐิของบุคคลสำคัญ หรือผู้มีความศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่สำหรับบุคคลทั่วไปจะนิยมใช้ Remains (ซากศพ), Bones (กระดูก), Cremains (เถ้ากระดูก) หรือ Ash (ขี้เถ้า) กันมากกว่าค่ะ

นอกจากนี้ Relic ยังใช้ในความหมายว่า โบราณวัตถุ เหมือน Antique, Artifact ได้ด้วย หรือถ้าใช้กับ คนหรือสิ่งของ จะหมายถึงสิ่งที่อยู่รอดมาได้นาน แต่ก็โบราณไม่ทันสมัย คุณผู้อ่านอย่านึกถึงหน้าแนนนะคะ ยังเกิดไม่นานพอจะเรียกว่า Relic ได้ค่ะ

NjpUs24nCQKx5e1D7RtDpzPdmys3IvgnH17jhenyELK

ส่วนคำว่า Lyrics มีตัว s ห้อยท้ายเสมอ จะแปลว่า เนื้อเพลง แต่ถ้า Lyric ไม่มี s จะใช้เป็น คำนาม หรือ คุณศัพท์ ก็ได้ หมายถึง บทกวีที่เน้นการบรรยายความรู้สึกของผู้เขียน ซึ่งคุณผู้อ่านอาจจะคุ้นๆ อีกคำหนึ่งมากกว่า นั่นคือ Epic หรือ มหากาพย์ ซึ่งเป็นการบรรยายการผจญภัย หรือเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของเหล่าตัวละครในเรื่อง มากกว่าความรู้สึกของผู้เขียน และที่สำคัญเนื้อเรื่องยาวกว่ามาก

Lyrics หรือ เนื้อเพลง นั้นเป็นการรวมเอาถ้อยคำมาร้อยเรียงสร้างสรรค์ความบันเทิง ส่วน Relics คือสภาวะของการเสื่อมสลาย แยกธาตุดินน้ำลมไฟแตกตัวกันไปตามกาลเวลา นำมาซึ่งความทรงจำให้ระลึกนึกถึงคุณงามความดีที่บุคคลสร้างไว้ ดังคำกล่าวของ Emily Brontë นักเขียนนวนิยายคลาสสิคชาวอังกฤษผู้ล่วงลับกล่าวไว้ว่า

“Any relic of the death is precious, if they were valued living.”

“อัฐิของผู้ล่วงลับใดก็ตามย่อมมีค่า ถ้าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้มีชีวิตอย่างมีคุณค่า”
ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

#เผือกแป๊บ #grapevine

EyWwB5WU57MYnKOuFtK0upo2PgULUOGjnN5LODATBKI57QsElwJlU5

อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำ แต่เปียกปอนและไปไวไม่ไหลย้อนกลับ โดยเฉพาะในโลก Social network ข่าวมาไว แพร่ไปก็ไว จนเกิด #เผือกแป๊บ กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

ถ้าคิดจะเผือกเรื่องฝรั่งมีศัพท์ควรรู้ คู่ # มาให้ทำความรู้จักกันดูค่ะ

คำว่า เค้าว่ากันว่า หรือ ข่าวลือ นั้น ฝรั่งใช้คำว่า rumor, hearsay แต่ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์สุดๆ ของฝรั่งคือ grapevine มาจากสำนวนเต็มๆ ว่า hear something through the grapevine ได้ยินเรื่องราวผ่านมาทางเถาองุ่น บอกแหล่งที่มาของข่าวไม่ได้อย่างนี้ ก็เรียกว่า ข่าวลือ ทั้งนั้นค่ะ

Gossip ที่เราเห็นคนไทยใช้กันบ่อยๆ ตามสื่อ คำนี้จะแปลว่า นินทา แต่ถ้าหากว่าพูดเรื่องจริง แต่เป็นความลับของคนอื่นที่เผลอปล่อยหลุดออกมา ภาษาอังกฤษใช้ว่า blab out หมายถึง เผยความลับออกมา หรือ ปากสว่าง หรือจะใช้สำนวนว่า Let the cat out of the bag ปล่อยแมวออกมาจากในถุง สร้างสรรค์จริงๆ นะคะสำนวนนี้

NjpUs24nCQKx5e1DISmaarYipmTxInssUkN5LWH3TgF

ส่วนคนที่ชอบ #ปูเสื่อรอเลยครัช #เผือกแป๊บ ตั้งวงนินทาสม่ำเสมอ จะเรียกว่า คนชอบนินทา คนชอบปล่อยข่าวลือ ฝรั่งเค้าจะเรียกว่า gossipmonger หรือ rumormonger มาจากคำว่า monger คนเร่ขายของ หรือจะเรียกว่า busybody ตัวยุ่ง ฟังดูน่ารักนะคะ แต่จริงๆ มาจาก ตัวยุ่งเรื่องชาวบ้าน ค่ะ

อย่างไรก็ดี เวลาในโลกมีแสนจะจำกัด หากใช้ไปกับการขุดคุ้ยค้นหาตัวตนแล้วเลือกเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเองให้มาก เมื่อเทียบกับการขุดคุ้ยเรื่องคนอื่น ที่ต่อให้รู้เรื่องของเขาไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรเขาไม่ได้ การยุ่งเรื่องของตัวเอง Mind your own business! หรือ Mind your business! ดูจะให้ผลคุ้มค่ากว่าเยอะเลยนะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

Pray for Nepal : ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง

EyWwB5WU57MYnKOuFtK0upqC5OQdq3LeVZwmvOiT2XEwc5mmNnQ9t3

#PrayForNepal ขึ้นเต็มหน้า Social Network ไปหมด แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม พักนี้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นทั่วโลกถี่ยิบ และในเวลาที่คนอยู่ห่างไกลทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งแรงใจ คำว่า Pray for ก็จะเป็นสำนวนที่มักนำมาใช้อยู่เสมอ

To pray เป็นกริยาแปลว่า สวดมนต์ อธิษฐาน เมื่อใช้ to pray for someone หรือ something จะแปลว่า อธิษฐาน ขอพรเพื่อใครหรือสิ่งใด แต่ถ้า อธิษฐาน อ้อนวอน ขอพรจากใคร อันนี้เราจะใช้ to pray to เช่น ชาวคริสต์ก็จะ to pray to God ขอพรจากพระเจ้า เป็นต้นค่ะ

คำนี้มีความพิเศษตรงที่ปกติเราท่องกันว่า เติม –er ทำให้เป็นคน แต่ว่า Prayer นอกจากจะแปลว่า ผู้สวดมนต์อธิษฐาน แล้วยังแปลว่า การสวดมนต์ และบทสวดมนต์ ได้อีกด้วยค่ะ และคนที่สวดมนต์เป็นประจำ หรือ เคร่งศาสนา ก็จะใช้คำว่า prayerful เหมือนกับคำว่า religious หรือ pious

NjpUs24nCQKx5e1DISmaarb1px8ZjP8upp1FIpDyJ3p

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่เรามักจะใช้ Pray for สวดมนต์อ้อนวอนให้กับคนที่เป็น เหยื่อ ในเหตุการณ์ ซึ่งคำว่าเหยื่อก็ออกเสียงเหมือน Pray เป๊ะเลย แต่เขียนว่า “Prey” เปลี่ยน a เป็น e โดย Prey จะเป็น “เหยื่อ” ในลักษณะของคนที่โดนโจมตี หรือสัตว์ที่โดนล่า แต่ถ้าเหยื่อหรือผู้เสียหายในภัยพิบัติ หรือแม้แต่ อาชญากรรมจะนิยมใช้คำว่า Victim มากกว่าค่ะ

มีคำกล่าวกันว่า การสวดมนต์อ้อนวอนเป็นสิ่งที่ใช้เมื่อตกเป็นเหยื่อไร้ทางสู้ แต่สำหรับคนที่ยังสู้ได้ ยังมีกำลังใจ กำลังกาย และกำลังสมอง ก็ต้องลงมือลุยกันต่อไป ดังที่ John Wesley แกนนำศาสนาคริสต์นิกายเมธอดิสต์ในศตวรรษที่ 18 กล่าวไว้ว่า “Prayer is where the action is.” คำอธิษฐานอยู่ในการกระทำนั่นเอง เป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านช่วงเวลาร้ายๆ นี้ไปด้วยกันค่ะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

ท่านั่งแบบไทยๆ ภาษาอังกฤษมีไหม

EyWwB5WU57MYnKOuFtHiYIfFlG8iNpCAhpyxB83ry45qsl0QkpQDAC

คำถามต้อนรับเทศกาลแบบไทยๆ ต้องมีคำถามนี้ติดโผมาทุกปี ท่านั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิภาษาอังกฤษเรียกว่าอย่างไร เข้าใจว่าคุณผู้อ่านคงจะเตรียมตัวเผยแพร่ความเป็นไทยไปยังนานาชาติ วันนี้แนนเลยเอาทุกกระบวนท่านั่งมาฝากเลยค่ะ

เริ่มต้นจาก “นั่งพับเพียบ” ท่ายากฝรั่งไม่มีแน่ ดังนั้นก็จะใช้บรรยายท่าเอาว่า to sit on the floor ก็คือ นั่งเรียบไปบนพื้น นั่นเอง นั่งขัดสมาธิ สำหรับฝรั่งจะใช้คำว่า hunker หรือ hunker down มาจากสำนวนเต็มๆ ว่า sit on one’s hunkers นั่งทิ้งน้ำหนักลงบน hunkers หรือ สะโพก หรือจะเป็น sit on one’s haunches ซึ่ง haunches ก็แปลว่า สะโพก หรือ ก้น เช่นกัน

นั่งยองๆ จะบอกให้ฝรั่งเข้าใจท่านี้ จะเรียกว่า sit on the heels หรือ นั่งลงบนส้นเท้า ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า squat ก็ได้ ซึ่ง squat ถ้าเป็นคำคุณศัพท์ ก็จะแปลว่า ม่อต้อ หรือ อ้วนเตี้ย เห็นภาพเลยใช่ไหมล่ะคะ เตี้ยเหมือนนั่งยองๆ ตลอดเวลา ส่วนการ นั่งคุกเข่า จะเรียกว่า sit on the knees หรือ kneel จะแปลว่า คุกเข่า ก็ได้

จะเห็นว่า นั่งบน haunches สะโพก, heels ส้นเท้า หรือ knees หัวเข่า ล้วนเป็นชื่อท่านั่งในแบบที่คล้ายคนไทยนั่งกันเลยใช้มาบรรยายท่านั่งของเรา แต่ระวังอย่าสับสนกับสำนวนเหล่านี้นะคะ

Sit on one’s hands นั่งทับมือ หรือ Sit on one’s arse นั่งทับก้น โดย arse มาจาก ass ก้น สำนวนนี้เป็น Slang แปลว่า อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย

NjpUs24nCQKx5e1DISdH6SGJpyAZpZ98SLJHBVmvjND

นอกจากนี้ จากหนังจีนกำลังภายในที่บอกว่า ถ้าอาจารย์ไม่รับเป็นศิษย์จะนั่งคุกเข่า หรือ sit on the knees ไม่ไปไหน แต่สำหรับฝรั่งแล้ว sit at one’s feet คือ การเป็นลูกศิษย์ หมายถึง นั่งแกะรอยเท้าครู นั่นเอง

รู้ศัพท์ครบทุกท่าขนาดนี้ คงเพียงพอเหมาะสมแก่การออกไปโชว์วัฒนธรรมไทยให้โลกรู้กันแล้วนะคะ แต่ต้องไม่ลืมว่า Action speaks louder than words. การกระทำส่งเสียงดังกว่าคำพูด นอกจากพูดให้ถูก ต้องทำตัวให้ถูกเป็นแบบอย่างให้ชาวต่างชาติด้วยนะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan 
www.enconcept.com

ชวนไปเดินเล่นกัน

EyWwB5WU57MYnKOuFtHiYIgFkmxfa0r8rs5xjEt6LxN1DBviTh9q6I

เดินเล่นชิลๆ ชมดอกไม้ ชมสวนดูจะไม่ใช่วัฒนธรรมของคนไทยเอาเสียเลย ก็บ้านเราแดดเปรี้ยง แถมร้อนตับแลบขนาดนี้ เดินทีตัวจะไหม้เกรียม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทยจะมีแค่คำว่า เดิน และเดินเล่น ในขณะที่วัฒนธรรมแบบตะวันตก มีคำว่า “เดินเล่น” หลากหลายมาก

เริ่มจากสำนวนง่ายที่เราคุ้นเคยและคล้ายคลึงกับบ้านเรา คือ Go for a walk หรือ Take a walk แปลว่า ไปเดินเล่น แต่ถ้าเป็นการนั่งนานๆ แล้วลุกไป เดินเล่นยืดเส้นยืดสาย ภาษาอังกฤษจะใช้สำนวน stretching one’s legs แต่ถ้าจะพูดว่า ออกไปสูดอากาศเสียหน่อย จะใช้ take the air เป็นต้น

ศัพท์ที่แปลว่าว่า “เดินเล่น” โดยตรงเลยบ้านเราไม่ค่อยมีมากนัก แต่สำหรับชาวอังกฤษคำว่าเดินเล่นแต่ละคำที่เลือกใช้ยังให้บรรยากาศและฉากหลังแตกต่างกันไปได้อีกด้วย เช่น

Stroll, Amble จะเป็นการเดินเล่นทั่วไป เช่น การเดินเล่นในสวนสาธารณะ ทางเดินริมทะเล เป็นต้น แต่ถ้าใช้คำว่า Ramble จะให้ภาพของการเดินเล่นในชนบท เดินเลาะป่าดงพงไพร เป็นต้น แต่ถ้าการเดินเล่น ในทางสำหรับเดินเล่นโดยเฉพาะ ทั้งการเดินเล่น และทางสำหรับเดินเล่น เรียกว่า Promenade ส่วนการเดินเล่นแบบเดินไปเรื่อยเปื่อย ชิลๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้ตั้งใจจะเดินเล่นเป็นกิจจะลักษณะด้วยซ้ำ แบบนี้จะใช้คำว่า Wander หรือ Potter

แม้บ้านเราจะเดินน้อย แต่ท่านั่งเราเยอะไม่ว่าจะนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งคุกเข่า ล้วนเป็นคำที่ท่านผู้อ่านและนักเรียนของแนนถามกันบ่อยมาก เพราะเวลาจะสอนเพื่อนฝรั่งให้นั่งในวัด ในบ้านอธิบายท่านั่งกันเมื่อยเลยทีเดียว คราวหน้าเรามาทำความรู้จักท่านั่งอันหลากหลายกันบ้างดีกว่า สัปดาห์นี้ขอไปเดินเล่นตากแอร์ในห้างวัฒนธรรมใหม่ของชาวไทยกันก่อนนะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com