Early Bird นกน้อยตื่นนอนแต่เช้า

Early Bird นกน้อยตื่นนอนแต่เช้า

แว่วเสียง “จิ๊บๆ” อยู่ข้างหัวนอนยามเช้า นี่มันช่างน่ารัก หรือน่ารำคาญกันแน่คะ?
ล้อเล่นนะคะ วันนี้แว่วเสียงนกแต่เช้าตรู่เลยทำให้นึกถึงสำนวน
“The early bird catches the worms.” หมายถึง เริ่มต้นก่อนย่อมได้เปรียบ เหมือนนกที่ตื่นเช้ากว่าย่อมได้หนอนไปกินก่อนเพื่อน

จากสำนวนนี้ Early bird จึงถูกนำมาใช้เรียก คนที่ตื่นแต่เช้า หรือคนที่เริ่มต้นก่อนใคร และยังมีสำนวนเปรียบเทียบการตื่นเช้ากับธรรมชาติอีก เช่น rise with the sun ตื่นพร้อมพระอาทิตย์ หรือ rise with the lark ตื่นนอนพร้อมนกลาร์ค (นกชนิดนี้มันน่ารัก สดใสสนุกสนาน คำว่า lark (v., n.) จึงมีความหมายว่า สนุกสนาน กระโดดโลดเต้น ได้ด้วย) ล้วนหมายถึง ตื่นแต่เช้า ทั้งนั้น

ตื่นนอน ในที่นี้ไม่ได้ใช้คำว่า to wake up หรือ to get up ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้คำว่า to rise ได้ด้วยค่ะ และถ้าจะบอกว่า ตื่นมาอย่างสดชื่น ตื่นตัว ก็จะพูดว่า to rise and shine

หรือ to greet the day หรือสแลงแบบเด็กแนวหน่อยก็จะพูดว่า up and at ‘em โดยคาดว่านำมาจากค่ายทหาร เวลาปลุกให้ออกไปลุยแต่เช้าก็จะตะโกนว่า Get up and get at them! ซึ่ง Get at them! ก็คือ ไปเอาชนะ ไปสู้มัน!

การตื่นแต่เช้า เป็นเรื่องที่คนทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งดี เป็นคาถามหาเศรษฐี เพราะเวลามีอยู่เท่ากัน ใครจะใช้มันได้คุ้มค่ากว่า ดังคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดี Benjamin Franklin ที่ว่า

“Early to bed and early to rise makes a man healthy, wealthy and wise.”

การนอนเร็วและตื่นเช้า ทำให้มนุษย์แข็งแรง มั่งคั่ง และฉลาด

เอาล่ะ แก๊งนกน้อย! เรามาสะบัดความง่วงทิ้งไป แล้ว Up and at ‘em กันดีกว่า ลุย!

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

One-size-fits-all ใครๆ ก็ใส่ได้ ใช่ว่าจะใส่สวย

One-size-fits-all

ช่วงนี้นับเป็นข่าวดีที่รัฐบาล รวมทั้งคนจากหลากหลายวงการ เข้ามาพูดถึงการทำระบบการศึกษาไปสู่แบบที่น่าจะเป็นกันมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ในบ้านเราหรอกนะคะ แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างอเมริกา ผู้คนก็หันมาสนใจเรื่องการพัฒนาการศึกษากันมากขึ้น อย่างเช่น Bill Gates เจ้าของบริษัท Microsoft ก็ยังก่อตั้งมูลนิธิเพื่อลงมาดูแลเรื่องนี้ เพราะการศึกษาคือ ความมั่นคงของชาติ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ฝรั่งเค้าถกกันเรื่อง One-size-fits-all Approach และ Tailor-made Approach ซึ่งเป็นคำที่เราน่าจะรู้จักกันไว้นะคะ

คำว่า Approach ในที่นี้เป็นคำนาม แปลว่า วิธีการ คล้ายคำง่ายๆ ที่เราคุ้นๆ อย่าง Method, Procedure หรือแม้แต่ Program ก็ยังพอใช้แทนกันได้

เมื่อ Approach เป็นกริยา จะมีความหมายประมาณว่า เข้าใกล้ แบบทางกายภาพขยับเข้าใกล้อะไรมากขึ้น นอกจากนี้ การเข้าใกล้แบบเชิงความสัมพันธ์ Approach ก็คือ การเข้าไปรู้จัก เข้าไปตีสนิท นั่นเอง ส่วนอีกความหมายหนึ่งพอใช้กับตัวเลข ค่ามาตรฐาน หรือระดับ Approach ก็คือ ขยับเข้าใกล้จน เกือบจะ ใกล้จะ หรือคล้ายจะถึง เช่น

Thai population will approach 100 million by this 10 years.
ประชากรไทยไกล้จะไปถึง 100 ล้านคน ในอีก 10 ปี

ส่วนที่น่าสนใจสุดๆ อยู่ตรงที่ ความแตกต่างของคำว่า One-size-fits-all กับ Tailor-made ก็คือ สองคำนี้มาจากแวดวงอุตสาหกรรมเสื้อผ้า คือ One-size-fits-all ที่บ้านเรา แถมลามไปทั่วเอเชียชอบเรียกทับศัพท์ว่า Free size ซึ่งฝรั่งถึงกับงง เพราะบ้านเค้าไม่เรียกแบบนี้ โดยคำว่า One-size-fits-all นี้ นอกจากแวดวงเสื้อผ้าแล้ว ยังนิยมนำมาใช้กับ Policy นโยบาย หรือ Approach วิธีการ แบบที่เราพูดถึงกันตอนแรก ในความหมายว่า ที่ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกคน (ไม่ได้สนใจความต้องการของใครเป็นพิเศษ) ตรงกันข้ามกับ Tailor-made ก็คือ ถูกทำโดย Tailor ช่างตัดเสื้อผ้า ไม่ใช่จากโรงงาน คือมีการวัดตัว แล้วตัดให้พอดีตัวบุคคล ดังนั้น Tailor-made จึงมีความหมายว่า ที่ออกแบบมาให้เหมาะเฉพาะตัวแต่ละบุคคล ดังนั้น Tailor-made จึงมีนัยว่า ดีกว่า ละเอียดกว่า แต่ทำได้ยากกว่าด้วยเช่นกัน

Tailor-made approach ในแวดวงการศึกษาจึงเป็นความหวังของครูและนักเรียนที่อยากให้ การเรียนการสอนทำให้เด็กฉลาดได้ตามศักยภาพของแต่ละคน ภายใต้เงื่อนไขว่าคนเราเกิดมาล้วนต่างกัน และนั่นคือความท้าทาย ที่ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ภาครัฐ รวมไปถึงคนเก่งๆ ในโลกที่อยากลงมาช่วยกัน ให้การศึกษา approach เข้าใกล้ความเป็น Tailor-made approach ได้ยิ่งขึ้น

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ

Enconcept: English to the MAX

www.facebook.com/krupnan,

www.twitter.com/krupnan

IG: krupnan

www.enconcept.com

Interesting Interest น่าสนใจ

Interesting Intrest น่าสนใจ

เงินทองเป็นเรื่องน่าใส่ใจ ยิ่งใกล้สิ้นปีมาทุกขณะแบบนี้ แต่ละสถาบันการเงินต่างก็ขนโปรโมชั่นยั่วยวนด้วย Interesting interest หรือ ดอกเบี้ยที่น่าสนใจ มากันเป็นแถว แต่แนนไม่ได้มาวิเคราะห์การเงินกันนะคะวันนี้ แต่จะพูดถึงคำง่ายๆ ใกล้ตัวเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่มักสับสนกันค่ะ

เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วว่า Interest เป็นกริยา มักใช้เป็นสำนวน to interest someone หรือ something คือ ทำให้ใครหรืออะไรสนใจ แต่เมื่อใช้เป็นคำคุณศัพท์ Interested กลายเป็น ที่รู้สึกสนใจ แต่ Interesting คือ น่าสนใจ แต่พอเป็นคำนามปุ๊บคำว่า “Interest” ก็ Interesting ขึ้นมาทันที

Interest ที่เติม s นับได้ จะหมายถึง สิ่งที่สนใจหรือชอบทำ เช่น “My interests are soccer, cars, and girls.” สิ่งที่อยู่ในความสนใจของฉันก็คือเรื่องฟุตบอล รถ แล้วก็เรื่องสาวๆ ล่ะ ในขณะที่กลุ่มคนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน ก็ใช้ Interests เติม s เสมอ เช่น “They are the food interests in social network.” พวกเขาคือกลุ่มผู้สนใจเรื่องอาหารในสังคมออนไลน์

Interest ที่ไม่เติม s เพราะนับไม่ได้ มี 3 ความหมาย คือ Interest ที่พูดถึง ความสนใจ ซึ่งเป็นนามธรรมนับมากน้อยไม่ได้อยู่แล้ว เช่น “She looks at him with interest.” เธอมองเขาด้วยความสนอกสนใจ ส่วนอีกความหมายหนึ่ง Interest มันนับไม่ได้ คงเพราะนับไม่หวาดไม่ไหว ก็คือ ดอกเบี้ย อย่างที่เราเห็นในธนาคารบ่อยๆ ว่า Interest rate อัตราดอกเบี้ย นั่นเอง แต่ Interest ในอีกความหมายหนึ่งจะไม่ได้หมายถึง เงินดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่คือ ผลประโยชน์ หรือ ส่วนได้ส่วนเสีย ในรูปแบบใดก็ได้ เช่น “The politician must have no personal interests in any company.” นักการเมืองจะต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวกับบริษัทใดๆ

สิ่งที่ทำให้ Interest น่าสนใจขึ้นไปอีก คือ เวลาที่อ่านข่าวการเงินหรือการบ้านการเมืองคุณผู้อ่านจะมีโอกาสได้เจอคำว่า interest แต่มาในรูปสำนวนต่างๆ ที่เปลี่ยน Preposition หรือบุพบทนิดหน่อย ความหมายก็ต่างกันไปไกล เช่น at interest คือ ที่ดอกเบี้ยในระดับที่จ่ายได้ เช่น “The bank lends us money at interest.” ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้เราในอัตราดอกเบี้ยที่พอจ่ายได้ แต่ถ้าเป็น of interest to someone จะมีความหมายเหมือน interesting เลยค่ะ เช่น “This would be of interest to you. สิ่งนี้น่าจะเป็นที่สนใจสำหรับคุณแน่เลย”.

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

Hot Issue คำเด่นประเด็นร้อน

Hot Issue

ผ่านวัยทำบัตรประชาชนรอบ 2 มาหมาดๆ เลยสังเกตเห็นคำว่า Date of Issue หรือ วันออกบัตร ก็ทำให้นึกถึงความน่าสนใจของคำนี้ เพราะ Issue ที่เราคุ้นเคยว่า เวลาเป็นคำนามมันจะแปลว่า ประเด็น เช่น Hot issue เรื่องเด่นประเด็นร้อน แต่จริงๆ แล้วคำนี้มีความหมายมากมายที่เหมือนจะจำยาก แต่ถ้าเราเข้าใจไปถึงราก คำนี้ก็เข้าใจง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

Issue มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Exitus คุ้นๆ ใช่ไหมคะ เหมือนคำว่า Exit ทางออก คำนี้จึงมีความหมายว่า come out แปลว่า ออกมา ดังนั้น Issue เป็นกริยา จึงหมายถึง ออก (บัตร, ประกาศ, เอกสาร) ซึ่งเป็นการออกอย่างเป็นทางการ เช่น The Prime Minister will issue the statement tonight. ท่านนายกฯ จะออกคำแถลงการณ์คืนนี้

นอกจากนี้ยังหมายถึง ออก (วางจำหน่าย) ก็ยังได้ เช่น

The winter collection will be issued in this December.
สินค้าคอลเลกชั่นนี้จะออกวางขายในเดือนธันวาคมนี้

แจกของออกไป ไม่ต้องออกวางขายก็ใช้ได้ มีความหมายเหมือนคำว่า Distribute จ่ายแจกออกไป เช่น

Everyone was issued with a gas mask.
ทุกคนได้รับแจกหน้ากากป้องกันแก๊ส

สิ่งที่ come out ออกมาได้ นอกจากเป็นสิ่งของแล้ว กลิ่น น้ำ หรือก๊าซ ก็ใช้ Issue ในความหมายว่า ไหลออก ออกมา เหมือน flow out ก็ยังได้ เช่น

That bad smell was issued from a nearby house.
กลิ่นเหม็นๆ นั่นออกมาจากข้างบ้าน

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ issue ออกมาได้ จากการลงมือกระทำก็คือ ผลลัพธ์ Issue จึงมีอีกความหมายหนึ่งว่า เป็นผลมาจาก ได้รับมาจาก เหมือน result from เช่น

There are two results issued from the research.
มีผลลัพธ์ 2 อย่างที่เป็นผลที่ได้มาจากการทดลองนี้

จากคำว่า Issue บนบัตรประชาชน สอนให้รู้ว่าการเรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษ อย่าเปิดพจนานุกรมไทยแล้วท่องเอาท่องเอา แต่ควรเข้าใจไปถึงราก มองให้เห็นภาพว่า Issue คือ Come out แล้วนำไปปรับใช้ให้ความหมายเข้ากับบริบท
ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

The Father and Teacher

The father and teacher

ปีนี้แนนและทีมงานโรงเรียน Enconcept ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งให้เข้าร่วมโครงการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในมูลนิธิยุวสถิรคุณ มูลนิธิที่ก่อตั้งและดำเนินการด้วยเงินจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในโครงการที่มีชื่อน่ารักๆ ว่า “พี่ช่วยน้อง ผองเพื่อนช่วยกัน” หรือ Peer Tutoring ซึ่งมาจากคำว่า tutor ที่เป็นคำนามมีความหมายว่า ครูพิเศษ เป็นคำกริยามีความหมายว่า สอนพิเศษ แต่คนไทยเรียกทับศัพท์ติดปากว่า ติว รวมเข้ากับคำว่า Peer ซึ่งมีความหมายเหมือน Mate หรือ Friend ก็คือ เพื่อน นั่นเอง

สิ่งที่ในหลวงพระราชทานแก่พสกนิกรมาโดยตลอดคือ ความรู้และการศึกษา ทรงมีพระราชดำริกว้างไกลว่า เด็กช่วยกันเรียน โดยให้คนที่เก่งกว่าได้มีโอกาสฝึกฝนให้เก่งยิ่งขึ้นแล้วกลับมาสอนเพื่อนที่อ่อนกว่า การสอนผู้อื่นจะทำให้ทั้งคนสอนและคนเรียนได้ทบทวนความรู้เสริมจากที่คุณครูสอน นั่นหมายความว่าเด็กจะเก่งขึ้นทั้งคู่โดยไม่ฝากภาระไว้กับครูเพียงไม่กี่หยิบมือในประเทศเท่านั้น

ความเป็น พ่อ หรือ Father ในภาษาอังกฤษนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาละติน Pater ซึ่งนอกจากจะแปลว่าพ่ออย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว father ยังเป็นกริยา แปลว่า เลี้ยงดูในฐานะพ่อ หรือ เป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเห็นว่า พ่อนั้นมีแต่ให้ ให้ทั้งชีวิต ให้ทั้งการเลี้ยงดู ดังนั้นเวลาที่เห็นคำศัพท์ที่มีคำว่า pater-, patro- จึงมีความหมายเกี่ยวกับพ่อ และการอุปถัมภ์เลี้ยงดู อย่างเช่น คำว่า paternal (adj.) จะมีความหมายเหมือน fatherly (adj.) หรือ คล้ายพ่อ เหมือนพ่อ และเกี่ยวกับพ่อ หรือคำหรูหราอย่าง patrilineage (n.) ญาติสืบเชื้อสายทางพ่อ อีกคำที่คนไทยน่าจะได้เห็นกันอยู่เนืองๆ คือ คำว่า Patron ผู้อุปถัมภ์ หรือ Patronage การอุปถัมภ์ ซึ่งไปไหนมาไหนเราก็จะเห็นคำว่า ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ The royal patronage หรือ The patronage of the king ไปทั่วทุกหนแห่ง สมกับคำว่าพ่อของแผ่นดิน ที่จะ Patronize อุปถัมภ์ ช่วยเหลือ พสกนิกรไทยทั่วแผ่นดิน

ศัพท์ที่ดูเหมือนยากกลับเป็นเรื่องง่ายดายหากเรารู้รากศัพท์และที่มา เช่นเดียวกันกับความรักและความกตัญญูที่มีต่อพ่ออย่างบริสุทธิ์ใจล้วนเป็นผลจากการรู้ซึ้งไปถึงแก่นรากที่พ่อได้ให้ทั้งความรู้และการอุปถัมภ์เลี้ยงดูเรามา แนนในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสทำเรื่องที่แม้เพียงเล็กน้อยแต่ได้แบ่งเบาภาระของพ่อหลวงที่ทรงเป็นเหมือนพ่อและครูของแผ่นดิน ก็อดไม่ได้ที่จะภูมิใจและนำโครงการดีๆ เช่นนี้มาบอกเล่าให้คนไทยได้อุ่นใจกับอนาคตของการศึกษาไทยกันค่ะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

ขวาดี ซ้ายร้าย หรือ ขวาร้าย ซ้ายดี

ขวาดีซ้ายร้าย

คุณผู้อ่านเป็นเหมือนแนนไหมคะ เวลาปวดท้องตุบๆ จะมีคำนี้ท่องขึ้นมาในใจ “ขวาร้าย ซ้ายดี” คือ ท่องๆ ตามกันมา ว่าถ้าปวดท้องทางขวาจะเป็นไส้ติ่ง ส่วนถ้าปวดทางซ้ายอาจจะแค่ปวดอึ หรือเป็นโรคกระเพาะเท่านั้น ซึ่งดีกว่าตรงไหน?

ในทางตรงกันข้าม สมัยก่อนคนมีความเชื่อว่า คนเราต้องถนัดใช้มือขวาเท่านั้น ส่วนพวกที่ถนัดมือซ้าย ส่วนข้างขวาใช้การใช้งานไม่ได้เป็นเด็กประหลาด ซึ่งความเชื่อนี้สะท้อนอยู่ในคำว่า Dexter ซึ่งมือความหมายเหมือน Right-hand ขวามือ และ Sinister หรือ Left-hand ซ้ายมือ ซึ่งเวลาที่จะบอกว่าเป็นคนถนัดมือขวา จะใช้ right-handed ถนัดมือซ้าย ใช้ left-handed

คำที่มีส่วนผสมของ Dexter จึงมีความหมายไปในแง่ความถนัด ค่อนไปทางบวก เช่น Dexterity แปลว่า ความคล่องแคล่ว ชำนาญ (โดยเฉพาะทักษะที่ใช้มือทำงาน) เช่น

Her dexterity with chopsticks really impressed me.
ความคล่องแคล่วในการใช้ตะเกียบของเธอ ช่างทำให้ฉันประทับใจจริงๆ

Dexterous จึงมีความหมายว่า คล่องแคล่ว ฉลาดแววไว เหมือนกับคำว่า Adroit ซึ่งไปละม้ายคล้ายชื่อระบบปฏิบัติการบนมือถือคู่แข่ง iOS อย่าง Android นั่นเอง

คำว่า Dexter เมื่อเป็น Slang จึงมีความหมายว่า เด็กเรียน แต่อย่าสับสนกับ Dex เพราะคำนี้ย่อมาจาก Dextroamphetamine คือเป็นชื่อเล่นของ ยาบ้า นั่นเอง

ในทางตรงกันข้ามการถนัดมือซ้าย หรือคำว่า Sinister กลับมีความหมายว่า ลางร้าย ไม่เป็นมงคล ซึ่งนั่นเป็นเพราะความไม่รู้ของคนสมัยก่อน ทำให้มองความแตกต่างเป็นสิ่งน่ากลัวเสมอ

โลกเปลี่ยน ความรู้ก้าวหน้า คนก็ย่อมมีความเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความแตกต่างลบล้างได้ด้วยความรู้ นี่ก็ใกล้ปีใหม่ พ.ศ.ใหม่ เรากำลังจะก้าวหน้าเข้าสู่ยุค AEC ที่ความแตกต่างมากมายรอการเรียนรู้เพื่อนำมาสู่ความเข้าใจและการปรับตัวอยู่ หวังว่าคุณผู้อ่านจะพร้อมแล้วกับการก้าวไปด้วยกันนะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

Coach ในดวงใจ

Coach ในดวงใจ

 

ปีนี้จัดว่าเป็นปีทองของโค้ชจริงๆ เพิ่งจะหายเจ็บคอจากกรี๊ดโค้ชแสตมป์ แห่ง The Voice ก็มากรี๊ดกันต่อกับโค้ชซิโก้ที่ส่งความสุขให้คนไทยทั้งประเทศจากการพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์นี้ที่รอคอยมากว่า 12 ปี โค้ชสำคัญขนาดนี้ คนไทยรู้จักคำว่า Coach กันดีแค่ไหนคะ

แน่นอนเลยว่า Coach แบบที่เรารู้จักกันดี คนไทยชอบเรียกทับศัพท์ จะมีความหมายเหมือนกับคำว่า Trainer หรือเรียกให้หรูอีกหน่อยว่า Instructor ก็ยังได้ ซึ่งนอกจากในแวดวงการกีฬาแล้ว ในการเรียนการสอน Coach ก็มีความหมายเหมือน Private tutor หรือ ครูที่สอนตัวต่อตัวได้อีกด้วย

กริยา to coach จึงเป็นได้ทั้งการฝึกสอน หรือการติวเหมือนคำว่า tutor ซึ่งใช้เป็นกริยาได้ด้วย เช่น These children were tutored by me. เด็กๆ พวกนี้ได้รับการติวจากฉันเอง

ในอีกความหมายหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะไม่ใกล้เคียงกันเลย Coach เป็นคำนามกลับมีความหมายว่า รถโค้ช หรือ รถโดยสารขนาดใหญ่ ที่บ้านเราเรียกรถบัส รถทัวร์นั่นเอง (แต่ต้องเป็นรถชั้นเดียวนะคะ ถ้ารถสองชั้นแบบอังกฤษจะเรียกว่า a double-decker bus ค่ะ) นอกจากนี้ Coach ยังจะหมายถึงห้องโดยสารหนึ่งตู้รถไฟ หรือ horse carriage ตู้รถม้า ก็ได้ค่ะ ซึ่งการโดยสารด้วยรถโค้ช รถไฟสำหรับชาวอเมริกันมันธรรมดามากๆ ดังนั้นเวลาขึ้นเครื่องบินอเมริกันชนจะเรียก ชั้นประหยัด หรือ economy class ว่า coach seat หรือ coach class ค่ะ

Coach ในดวงใจ-2

ในภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งว่า drive a coach and horses through something แปลตรงตัวว่า ขับรถม้าผ่านอะไรไป แต่ถ้าแปลความหมายเป็นสำนวนจะแปลว่า การหาจุดอ่อนในบางสิ่งเพื่อทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ด้อยลง (เช่น คำพูด ข้อกฎหมาย ข้อเสนอแนะ ข้อโต้แย้ง) เหมือนไปเหยียบย่ำทางที่ผ่านไปให้เละนั่นเอง เช่น
He drove a coach and horses through our argument by giving false evidences.

เขาทำลายความน่าเชื่อถือของข้อโต้แย้งของเราด้วยการให้หลักฐานเท็จ

สำนวนนี้เป็นอดีตไปแล้วนะคะ สมัยนี้โค้ชเหยียบย่างไปทางไหนก็มีแต่จะนำความรู้ ความสามารถไปเพิ่มพูลให้ลูกทีม จนใครๆ ก็พากันติด #teamstamp #teamkim หรือนาทีนี้ต้อง #โค้ชซิโก้ กันเป็นแถว แต่ปีหน้าฟ้าใหม่ AEC มาถึงแน่แล้ว ติดปัญหาภาษาอังกฤษ อยากได้โค้ชอย่าลืม #teamKruPNan นะคะ ^^

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com

What a shame! น่าสงสาร

what a shame

โถ… น่าสงสารจริงๆ สำหรับน้องๆ ม.6 ที่เพิ่งผ่านการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/58 รอบตัดเชือกก่อนเลือกคะแนนที่ดีที่สุดเพื่อใช้ในการยื่นสมัครเรียนคณะต่างๆ

หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจ คือ ถ้าเพื่อนไม่สบายจากอาหารเป็นพิษ จะพูดกับเพื่อนว่า?

a. What a shame!
b. Shame on you!

น่าสนใจมากค่ะ ข้อนี้นอกจากจะวัดว่ารู้ความหมายไหม ยังวัดจริยธรรมด้วยนะเนี่ย

ถ้าเลือกตอบว่า What a shame! จะแปลว่า น่าสงสารจังเลย เหมือน What a pity! ซึ่งแปลว่า น่าเสียดายจังเลย ก็ได้ค่ะ

ทางตรงข้ามตอบ Shame on you! มาจากสำนวน Shame on someone! จะกลายเป็นว่า น่าละอายจริงๆ น่าบัดสี ซึ่งคุณผู้อ่านคะ ถ้าเพื่อนท้องเสีย หรือโชคร้ายถึงขั้นอุนจิราดนับเป็นเรื่องน่าสงสาร คงไม่เลือกตอบข้อนี้กันใช่ไหมละคะ

เหตุที่น่าสับสนจนครูนำมาออกข้อสอบบ่อยๆ ก็เพราะ Shame มีได้หลายความหมายค่ะ ในความหมายแรก Shame ที่ใช้กับสำนวน What a shame! หรือ That’s a shame! แปลว่า ความน่าเสียดาย ความน่าเสียใจ เช่น

It’s a shame that I can’t attend the meeting.

ช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่ฉันไม่ได้เข้าประชุม

ในขณะที่อีกความหมายหนึ่ง Shame จะแปลว่า ความน่าละอาย ความอับอาย ดังที่ใช้ในสำนวน Shame on you! เธอมันช่างน่าละอายจริงๆ นอกจากนี้เราจะเจอในสำนวน put someone to shame ทำให้ใครรู้สึกละอาย เช่น

It put me to shame that I didn’t hand in my homework.

มันทำให้ฉันรู้สึกละอายมากที่ไม่ได้ส่งการบ้าน

เวลาพูดเกริ่นนำว่า ฉันรู้สึกละอายมากที่ …. ฝรั่งมักจะพูดว่า To my shame, … ตามด้วยประโยคที่บอกสาเหตุว่าละอายเพราะอะไร เช่น

To my shame, I’ve never said thank you to my mother.

ฉันรู้สึกละอายมากที่ไม่เคยได้เคยได้กล่าวขอบคุณแม่ของฉันเลย

หรือจะพูดว่า to be ashamed แปลว่า ละอาย ได้เหมือนกัน เช่น

I’m ashamed of my mistakes. ฉันละอายต่อความผิดพลาดของฉันมากเลย

ความน่าเสียดาย และความน่าอับอาย บางทีก็ใกล้กันนิดเดียว อย่างเช่นทำข้อสอบไม่ได้ สอบไม่ติดบางคนมองเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่พี่แนนคิดว่าเป็นแค่เรื่องน่าเสียดายที่เรายังมีหลายเรื่องที่ไม่รู้ และยังทำไม่ได้เต็มที่ ถ้าไม่อยากเสียดายและอับอาย เลือกลงมือทำให้เต็มที่กับทุกวันกันดีกว่านะคะ

ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ
Enconcept: English to the MAX
www.facebook.com/krupnan,
www.twitter.com/krupnan
IG: krupnan
www.enconcept.com