ไม่จบหมอ ก็เป็นหมอได้ ศิริราช ขยายโอกาส จบ ป.ตรีสาขาไหนก็เรียนหมอได้

          คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดโอกาสให้ผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีไม่จำกัดสาขา สามารถสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ได้ หากเป็นบุคคลที่เรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.50 มีอายุไม่เกิน 35 ปี ก่อนวันเปิดการศึกษาปี 2563 และสามารถสอบ 7 วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะของ กสพท.ได้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถเข้าเรียนได้ โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปีนี้ เบื้องต้น มีโควต้ารับนักศึกษาประเภทดังกล่าว 4 คน

รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงเกณฑ์การรับนักศึกษาแพทย์ปี 2563 ว่า ยังคงรับ 3 รอบ รวมทั้งสิ้นจำนวน 292 คนเหมือนเดิม แต่ในการสอบ TCAS รอบ 2 หรือ รอบโควต้าประจำปี 2563 จะพิเศษไปกว่าทุกปี เพราะศิริราชได้เพิ่มโอกาสด้านการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กที่หลากหลายมากขึ้น โดย TCAS ในโคว้ตาจะเพิ่มโอกาสให้เด็กที่เก่งกีฬาใน 22 ขนิด เช่น แบดมินตัน ฟุตบอล และกรีฑา รวมไปถึงนักเรียนที่ถนัดและเชี่ยวชาญด้านดนตรี ได้มีโอกาสศึกษาศึกษาต่อแพทย์ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีเกรดเฉลี่ย GPA 3.00 ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดโอกาสเพิ่มเติมอีก 4 ที่นั่ง ให้กับคนที่จบการศึกษาปริญญาตรีไปแล้ว (และไม่ได้อยู่ในคณะสายวิทย์) แต่ยังอยากกลับมาเรียนแพทยศาสตร์ ก็สามารถกลับมาเรียนได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี และผ่านการสอบ 7 วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะของ กสพท. โดยจะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ – 23 มีนาคม 2563 ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลรับเฉพาะเด็กมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะต้องคัดเลือกจากเกรดและคะแนนสอบ โดยเด็กที่จะสอบเข้ามาได้ ต้องเรียนเก่งระดับหนึ่ง จึงจะมั่นใจว่าเด็กเรียนจบแพทย์ได้

ศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ยอมรับว่า หนึ่งในเหตุผลที่ต้องการเปิดรับคนที่ต้องการเป็นหมอจริงๆ เนื่องจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายบางคนที่เป็นเด็กเก่ง สามารถสอบเข้าแพทย์ได้ แต่ไม่ได้มีเป้าหมายชีวิตที่จะเป็นหมอจริงๆ ประกอบกับกระแสสังคม ความต้องการของผู้ปกครอง ทำให้เด็กเหล่านี้ได้เข้ามาเรียนด้วยความไม่ชอบ เมื่อเรียนแล้วก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบ จนทำให้เกิดความทุกข์ในการเรียน คนที่จบปริญญาตรีแล้ว มีความเป็นผู้ใหญ่ หากเขามีความมุ่งมั่นที่จะเรียนแพทย์ แม้ตอนแรกเขาอาจพลาดจนไม่ได้เรียน ตอนนี้เราเปิดโอกาสให้อีกครั้ง โดยเขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาจะเรียนได้ โดยต้องได้คะแนนสอบเข้าตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเราเชื่อว่านักเรียนกลุ่มนี้จะเรียนจบได้ และน่าจะมาเติมเต็มให้หลักสูตรมีความกลมกล่อมมากขึ้น”

ในอนาคตอยากได้หมอที่เก่งหลายๆ ด้าน หมอที่รู้วิชาแพทย์เจาะลึก และรู้ด้านอื่นๆ เป็นวงกว้าง หมอที่ต้องไม่รู้แค่วิชาแพทย์อย่างเดียว แล้วเข้าสังคมไม่ได้ แต่ต้องเป็นแพทย์ที่รู้ทั้งกว้างและลึก เป็นแพทย์ที่ดีของสังคม ทั้งนี้ รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ฝากถึงเด็กและผู้ปกครองว่า ขอให้สำรวจตัวเด็กด้วย เพราะไม่ใช่เด็กเก่งทุกคนเหมาะจะเรียนแพทย์ แต่คนที่เหมาะจะเรียนแพทย์นั้นต้องตั้งต้นด้วยใจรัก อาจมีตัวอย่างแพทย์ที่ประทับใจและนำมาเป็นแบบอย่างในการเรียนและการประกอบวิชาชีพ ซึ่งหากเขารักและสนใจเขาจะรู้ว่าต้องทำงานแบบไหนในอนาคต นอกจากนั้น ควรมีคุณสมบัติพื้นฐานหลายอย่าง ทั้งความขยัน มีความรับผิดชอบ มีวินัย มีความอดทน เพราะแพทย์นั้นต้องใช้เวลาเรียนถึง6 ปี และวิชาชีพแพทย์ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการหาเงินมากๆ หรือต้องการมีเวลามากๆ เพราะแพทย์มีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จึงฝากไว้ให้นักเรียนและผู้ปกครองได้พิจารณา หากคิดว่ามีคุณสมบัติเหล่านี้ก็ยินดีต้อนรับ เพื่อมาร่วมกันสร้างแพทย์ที่ดีที่เป็นกำลังของสังคมต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจบมาในแผนการเรียนวิทย์-คณิต แต่อยากจะสมัครเข้าศึกษาต่อด้านการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น คณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ ฯลฯ ก็จะต้องลงสมัครสอบ วิชาความถนัดแพทย์ (กสพท) ซึ่งเป็นรอบการรับสมัครผ่านระบบ TCAS หรือเลือกเรียนต่อแพทย์ในต่างประเทศ โดยการสอบเทียบวุฒิการศึกษา GED (General Educational Development) มีรายละเอียดน่ารู้ดังต่อไปนี้

  • เลือกสอบ กสพท หรือ วิชาความถนัดแพทย์

สำหรับคนที่เลือกสอบ กสพท หรือ วิชาความถนัดแพทย์ นั้น สัดส่วนคะแนนที่นำมาใช้ในการพิจารณาคือ

30 % ข้อสอบประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

– ด้านเชาว์ปัญญา เช่น คณิตศาสตร์ อนุกรมเลข อนุกรมภาพ การอ่านจับใจความ เป็นต้น

– ด้านจริยธรรมทางการแพทย์ ซึ่งไม่มีสอนในห้องเรียน

– ด้านทักษะการเชื่อมโยง คล้าย ๆ กับการสอบ GAT แต่จะมีความซับซ้อนมากกว่านิดหน่อย

นอกจากนี้ น้อง ๆ ยังจะต้องใช้ผลคะแนนสอบ 9 วิชาสามัญ (ใช้ 7 วิชา) และ O-NET (ใช้ 5 วิชา) อีกด้วย มีรายละเอียดดังนี้

 

ผลคะแนน 9 วิชาสามัญ

โดยใช้ผลคะแนนสอบเพียง 7 วิชาเท่านั้น และสัดส่วนคะแนนที่นำมาใช้คือ 70 % ได้แก่

– วิทยาศาสตร์ (แบ่งออกเป็น 3 วิชา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ): 40%

– คณิตศาสตร์ 1: 20%

– ภาษาไทย: 10%

– ภาษาอังกฤษ: 20%

– สังคมศึกษาและวัฒธรรม: 10%

ผลคะแนน O-NET

โดยใช้ผลคะแนนสอบ O-NET 5 วิชา และจะต้องทำคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 จึงจะผ่านเกณฑ์การพิจารณา วิชาที่ใช้ผลคะแนน ได้แก่

– วิทยาศาสตร์

– คณิตศาสตร์

– ภาษาอังกฤษ

– ภาษาไทย

– สังคมศึกษาและวัฒธรรม

 เลือกสอบเทียบวุฒิ GED

สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ไม่ได้เรียนจบสายวิทย์-คณิต แต่อยากเรียนต่อแพทย์ แต่ทั้งนี้ก็ไม่อยากเรียนต่อแพทย์ที่ไทย ก็สามารถเลือกสอบเทียบวุฒิการศึกษา GED (General Educational Development) ได้ เพื่อไปเรียนต่อด้านแพทย์ในต่างประเทศ

——————————————————————-

ขอบคุณข้อมูลจาก : ThaiPBS, Workpoint,Campus Star

 

พร้อมสอบทุกสนาม TCAS 63 กับสุดยอดคอร์สแนะนำทำคะแนน
9 วิชาสามัญ ,GAT, O-NET ทางรอดของ DEK 63

 

 

 

 

 

LINE it!

Comment