#ENCPLORER EP.7

คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

 

ในความเงียบสงัด แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนเข้ากับรูปปั้นที่ถูกหล่อด้วยปูนสีขาวสะอาดตา มันถูกวางลงบนผ้าคลุมโต๊ะผืนหนา ที่ถูกจัดวางจนเป็นริ้วสวยงามได้จังหวะ นักศึกษาชายหญิงนั่งอยู่โดยรอบค่อย ๆ บรรจงจรดปลายดินสอแท่งสีเข้มลงบนกระดาษร้อยปอนด์อย่างประณีต ราวกับว่ากำลังได้สร้างผลงานศิลปะชิ้นเอกอีกหนึ่งชิ้นด้วยสุนทรียศาสตร์ที่เต็มเปี่ยมในจิตใจ

หยุด… หยุดความคิดอันสวยงามเหล่านั้นเดี๋ยวนี้

ภาพพวกนั้นมีไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตจริงในคณะมัณฑนศิลป์นี้เลยด้วยซ้ำ ในความเป็นจริงมีเพียงเสียงเหล่านี้

“แก ๆ มีคัตเตอร์ปะ ของเราไม่คมเลยอะ”

 “อันนี้ลงเงายังไงวะ งงว่ะ”

“โอ๊ย มุมย้อนแสงว่ะ มองไม่เห็นไรเลย”

 “วอท เดอะ— อีอีหักอีกแล้วว้อยยยยยยยยยย”

ใช่เลย ภาพที่แท้จริงนั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด สิ่งที่ เด็กเดค ปีหนึ่ง อย่างเราเราเข้ามาแล้วต้องเจอแน่ ๆ ไม่ว่าจะภาควิชาไหนนั่นก็คือ วิชาวาดเส้น วิชาสีน้ำ วิชาเขียนแบบ และที่เด็กหลายคนโอดครวญมากที่สุด ก็คือวิชาปั้น วิชาเหล่านี้เป็นวิชาพื้นฐานที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอ (เรื่องนี้กระซิบไว้เลยว่าถ้าอยากจีบเด็กเดคน่ะนะ เราไม่ขออะไรทั้งนั้น เราขอคนช่วยเหลาดินสออีอีก็พอ ยิ่งยาว ยิ่งแหลม ยิ่งคม และไม่หักเลยสักแท่ง จะมีโอกาสจีบติดสูงมาก จริง คอนเฟิร์ม)

 

อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะงงว่าเด็กเดคคืออะไร แล้วสรุปแล้วในความเป็นจริงคณะมัณฑนศิลป์คืออะไรกันแน่ วันนี้มีคำตอบมาให้… มัณฑน (Decoration)  เป็นคำนาม หมายถึง การตกแต่ง, การประดับ ซึ่งพอมารวมกับคำว่า ศิลป์ (Arts) ที่หมายถึง ผลแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่นภาพวาด ดนตรี ละคร งานปั้น ฯลฯ เพื่อก่อให้เกิดสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ จึงสรุปได้ว่า มัณฑนศิลป์ หรือ Decorative Arts นั้นแปลว่า ศิลปะการออกแบบและตกแต่งผลิตกรรมต่างๆ, วิชาว่าด้วยการประดับตกแต่ง

โอ้โห อ่านแล้วก็ถึงกับอ้าปากค้าง คณะนี้มันดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างอะไรขนาดนั้นน่ะคุณผู้ช้มมม ปังมากพี่เดค ซึ่งอะไรแบบนี้กระผมว่าเสิร์ชอากู๋ก็น่าจะเจอนะเด็ก ๆ แต่วันนี้ได้รับเกียรติให้มารีวิวแบบเจาะลึก ตีแผ่ข้อมูลแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่คนในคณะเองนั้นอาจจะชินชาแต่คนภายนอกหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อให้น้อง ๆ หนู ๆ นำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการสอบเข้าที่นี่ในอนาคต ว้าว น่าตื่นเต้นดีแท้

 

 

อย่างแรกเลยสีประจำคณะเราคือสีเสน ซึ่งชื่ออาจจะไม่คุ้นหูนักเพราะเป็นชื่อสีไทยโทน อะ งงอีกว่าสีไทยโทนคืออะไร ไม่บอกหรอกนะ ไปหาเอาเอง แฮร่! เรื่องสีไทยโทนมีความน่าสนใจแถมมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคณะและมหาวิทยาลัยเราไม่น้อยเลย หากเริ่มสนใจในศิลปะ ศึกษาไว้ก็ไม่เสียหายนะจ๊ะเด็ก ๆ เอาล่ะ จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่ หลัก ๆ คือเด็กคณะอื่นจะเรียกเราว่า เด็กเดค (มาจากคำว่า Decorative) หรือ เด็กคณะสีส้ม นั่นเอง เป็นเหตุมาจากสีประจำคณะของเราเป็นสีที่หลายต่อหลายคนจดจำมันได้ดี เพราะในช่วงเทอมแรกของการเป็นเด็กเดค ทุกคนจะได้สิ่งที่เรียกว่า พร็อพส้ม เป็นของตัวเอง ซึ่งมันคือยูนิฟอร์มตามธีมในแต่ละรุ่น เป็นเพียงกิมมิคเล็ก ๆ ที่สร้างความยูนีคให้กับชาวเรา แม้ภายหลังมานี้จะมีการถกเถียงถึงความจำเป็นและแก่นสารของมันมาสักพักใหญ่ ๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเห็นได้ทุกปีจนเป็นภาพจำของทุกคนไปแล้ว

สิ่งที่หลายคนไม่ทราบแต่ถ้าจะสอบเข้าจำเป็นต้องทราบอีกหนึ่งเรื่องก็คือ มหาวิทยาลัยเรามีทั้งหมด 3 วิทยาเขตด้วยกัน ประกอบไปด้วย วิทยาเขตวังท่าพระ วิทยาเขตสนามจันทร์ และวิทยาเขตเพชรบุรี และที่อาจจะทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์ก็คือ นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งของคณะมัณฑนศิลป์ ทุกคน ทุกภาควิชา จำเป็นต้องเรียนที่ วิทยาเขตสนามจันทร์ นครปฐม หรือที่พวกเราเรียกกันว่า ทับแก้ว นั่นเอง ดังนั้น…ถ้าใครไม่ชอบเรียนไกลบ้านแต่สอบติดก็ให้เตรียมใจไว้แต่เนิ่น ๆ เลยจ้า

อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ นอกจากวิชาพื้นฐานในแขนงของศิลปะแล้ว ยังมีวิชาพื้นฐานทางวิชาการที่จำเป็นต้องเรียนอีกครั้งในมหาวิทยาลัยนั่นก็คือ วิชาภาษาไทย วิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาภาษาอังกฤษ โดยต้องขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าหลายคนเกือบเรียนไม่จบเพราะวิชาภาษาอังกฤษกันมาแล้ว สอนโหดเหมือนโกรธใครมา จริง และได้ยินมาว่าทางมหาวิทยาลัยเพิ่งออกมาตรการใหม่ด้วยการเพิ่มการสอบวิชาภาษาอังกฤษในหลักสูตรของทุกคณะ และคะแนนมีผลต่อการจบการศึกษาอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วก็ ร้อน ๆ หนาว ๆ กันเลยทีเดียว หมั่นท่องศัพท์และทบทวนศัพท์บ่อย ๆ ก็ดีนะจ๊ะ

แน่นอนว่าหลักสูตรของคณะเราแบ่งเป็นระบบภาควิชา มีการแบ่งภาควิชาตั้งแต่สอบเข้า โดยในใบสมัครสอบจะต้องเลือกภาควิชาที่เราต้องการจะเข้าเรียน เพราะฉะนั้นต้องศึกษามาเป็นอย่างดีก่อนนะจ๊ะว่าเราจะสอบภาควิชาไหน  โดยภาควิชาของเรามีทั้งหมด  7 ภาควิชา ได้แก่ ออกแบบภายใน , อกแบบนิเทศศิลป์ , ออกแบบผลิตภัณฑ์ , ประยุกตศิลปศึกษา , เครื่องเคลือบดินเผา , ออกแบบเครื่องประดับ และออกแบบเครื่องแต่งกาย

ออกแบบภายใน พวกเราเรียกกันว่า เด็กอินทีฯ จะเรียนเกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งสถานที่ ทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคาร มีความเฉพาะทางมาก ต้องมีความเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ชีวิตจะต้องขลุกอยู่กับทีสไลด์ โต๊ะดราฟต์ การวาดแบบเพอร์สเปกทีฟ และการเขียนแปลน เป๊ะยันจำนวนมิลลิเมตรของความยาวเส้นประ ว่ากันแบบนั้นเลย

ในส่วนของนิเทศศิลป์ก็มีความหลากหลาย วาไรตี้มาก เพราะ เด็กนิเทศ จะได้ลองทั้งออกแบบฉลากสินค้า ออกแบบโฆษณา ไปจนถึงออกแบบโปสเตอร์หนัง และอื่น ๆ อีกมากมาย ใครที่อยากจบออกมาเป็น graphic designer หรือ illustrator พลาดไม่ได้แน่นอน ถัดมาก็คือภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ที่พวกเราเรียกสั้น ๆ ว่า เด็กโปรดักต์ ว่ากันว่าเป็นภาควิชาที่เรียนหนักที่สุด ตารางเรียนในช่วงปีหนึ่งแทบจะเรียนเต็มวันและเรียนครบทั้งห้าวัน โหด ๆ กันไปเลยทีเดียว เรียนเกี่ยวกับการออกแบบของทุกชนิดบนโลกใบนี้ที่ใข้งานได้ ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์เลยด้วยซ้ำ

เด็กประยุกต์ ในภาควิชาประยุกตศิลปศึกษาจะเป็นการออกแบบงานศิลปะประยุกต์ ที่มีความเข้ากับยุคสมัย สถานที่ หรืออื่น ๆ ที่เราต้องการประยุกต์ให้ผลงานศิลปะเข้าไปอยู่ในนั้นได้ น้อง ๆ จะได้ลองทำงานศิลปะทุกประเภทหลักเลย ไม่ว่าจะเป็น จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ รวมไปถึง textile (งานศิลปะเกี่ยวกับผ้า) และศิลปะไทยอีกด้วย

ภาควิชาเครื่องเคลือบดินเผานั้นพวกเราเรียกว่า เด็กเซฯ มาจาก ceramics นั่นเอง เป็นการเรียนเกี่ยวกับเครื่องเคลือบดินเผาตั้งแต่วิธีการปั้น วิธีการทำสี ไปจนถึงวิธีก่อไฟ เช็คอุณหภูมิของการเผาเลยทีเดียว น่าสนใจใช่ไหมล่ะ อีกหนึ่งภาควิชาที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือออกแบบเครื่องประดับ หรือ เด็กจิว (jewelry) ไม่ใช่เพียงเพชรนิลจินดาเท่านั้นที่จะได้เรียนรู้ แต่จะได้เรียนเกี่ยวกับเครื่องประดับทุกประเภททั้งเครื่องเงินเครื่องทอง ฯลฯ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเครื่องประดับที่จะสามารถประดับได้ทั่วร่างกายไม่ว่าส่วนไหนเลยก็ตาม

คติประจำใจเด็กเดค เพราะทุกวันคือรันเวย์ ดังนั้นเราจะขาดภาควิชาที่ยืนหนึ่งในคตินี้ไปไม่ได้ นอกไปเสียจากภาควิชาสุดท้าย

ภาควิชาออกแบบเครื่องแต่งกาย เป็นภาควิชาน้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งได้สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง แน่นอนว่าพวกเราเรียกนักศึกษาภาควิชานี้ว่าเด็กแฟ , เด็กแฟชั่น ทุกคนคงทราบดีว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร แต่อยากให้ลืมภาพแต่งตัวสวย ๆ เก๋ ๆ มาเรียนทุกวันนั้นทิ้งไปซะ เพราะเด็กแฟชั่นเคยบอกว่า อย่าว่าแต่แต่งตัวเลย ตื่นมาเรียนให้ทันก่อนอย่างแรก (อันนี้ก็เป็นกันทุกภาคนี่นะ ฮ่าๆ) แต่ถ้าวันไหนพวกคุณ ๆ เขาจะจัดเต็มจริง ๆ คณะก็กลายร่างเป็นแคตวอล์กขนาดย่อม ๆ ได้เลยเช่นกัน เคยเจอเพื่อนแฟชั่นใส่สูทมา ก็เลยถามว่าวันนี้มีงานหรอ เพื่อนบอก อ๋อ เปล่า มาเรียนเฉย ๆ ทางคนถามก็แบบ โอเค ดี เลิศมากแม่ นี่แหละเอเนอจี้ที่ต้องการ

ในส่วนของแต่ละภาควิชาถ้าจะให้บอกรายละเอียดหลักสูตรไปมากกว่านี้คงจะยาวมาก ๆ แน่ ๆ สิ่งที่จะแนะนำได้ในตอนนี้ก็คือ ถ้าใครสนใจจะเข้ามาเรียนที่นี่จริง ๆ แนะนำให้ไปติวกับสถาบันติวเตอร์ที่สอนทางนี้มาโดยเฉพาะ เพราะการสอบเข้าของเราค่อนข้างเฉพาะทาง ถ้าไม่ติวล่ะ? มีโอกาสสอบติดไหม? ตอบเลยตรงนี้ว่ามี แต่มีเปอร์เซ็นต์ติดน้อยมาก แต่ไม่ว่าจะติวหรือไม่ติว หลัก ๆ เลยต้องหมั่นฝึกฝน  ยิ่งชำนาญยิ่งมีโอกาสมาก และสิ่งที่สำคัญมาก ๆ อีกสิ่งหนึ่งคือ portfolio นั่นเอง หมั่นสะสมผลงานของแต่ละภาควิชาที่จะสอบเข้าและผลงานวาดเส้นต่าง ๆ ถ้าฝีมือดี พอร์ตฯดี มีชัยไปกว่าครึ่งจ้า

LINE it!

Comment